วันจันทร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2564

ต้องค้นหาความฝันอันสูงสุด ( Discover Your Calling)

 



 

ตอนที่ผมกำลังเติบโตขึ้น พ่อเคยพูดสิ่งหนึ่งซึ่งผมจะไม่มีวันลืม


พ่อบอกผมว่า ฟังนะลูกของพ่อ 


ตอนที่ลูกเกิด ลูกร้องไห้เสียงดังจ้า

แต่คนอื่นกลับส่งเสียงยินดีต้อนรับการเกิดของลูกอย่างรื่นเริง


คนเราจะต้องดำรงชีวิตในรูปแบบที่คนอื่นจะต้องร้องให้ด้วยความอาลัยในตอนที่เราตายจากไป แต่ขณะเดียวกันเราเองกลับเป็นฝ่ายที่ร่าเริงใจ


คนเราอยู่ในโลกที่เราลืมไปแล้วว่าชีวิตเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรกันแน่ เพราะว่าเวลานี้มนุษย์สามารถส่งคนไปเหยียบผิวดวงจันทร์ได้อย่างง่ายดาย แต่เรากลับลำบากใจที่จะเดินข้ามถนนไปทักทายเพื่อนบ้านคนใหม่

ปัจจุบันนี้เราสามารถยิงจรวดนำวิถีช้ามทวีปไปยังเป้าหมายแสนไกลได้อย่างแม่นยำแต่เรากลับลืมการนัดหมายกับลูกว่าจะเไปป็นเพื่อนลูกตอนไปห้องสมุด

ปัจจุบันนี้ เรามีอีเมล์ มีแฟกซ์ มีมือถือที่สามารถติดต่อถึงกันได้สะดวกรวดเร็ว แต่เรากลับใกล้ชิดกันน้อยลง


เราไม่ได้คิดถึงมนุษยชาติ เราลืมวัตถุประสงค์ของเรา และเรามองข้ามสิ่งที่มีความสำคัญมากที่สุด





ดังนั้น ตอนเริ่มต้นหนังสือเล่มนี้ ผมจึงขอตั้งคำถามกับท่านผู้อ่านด้วยความเคารพว่า มีใครบ้างไหมที่จะร้องไห้ด้วยความอาลัยในตอนที่คุณตายจากไป?


มีสักกี่คนที่คุณได้สัมผัสคุ้นเคยในตอนที่คุณยังมีอภิสิทธิ์เดินอยู่บนโลกใบนี้?


คุณจะสร้างผลกระทบอะไรบ้างต่อคนรุ่นใหม่ที่เขาจะเดินตามคุณมา

และมีตำนานชีวิตอะไรที่คุณจะฝากไว้สำหรับคนรุ่นใหม่หลังจากที่คุณหายใจเฮือกสุดท้ายแล้ว?


Hbd uhบทเรียนบทหนึ่งที่ผมได้รับจากชีวิตของผมเองคือ ถ้าคุณไม่ขยับตัวทำสิ่งใดกับชีวิตชีวิตนั่นแหละจะเป็นฝ่ายที่ขยับตัวลงมือกับชีวิตของคุณ 


เพราะว่า ประเดี๋ยวเดียววันก็กลายเป็นสัปดาห์ สัปดาห์ก็กลายเป็นเดือน และเดือนก็กลายเป็นปี 


ประเดี๋ยวเดียวเวลาก็หมดลง และคุณก็จะไม่เหลืออะไรอีกนอกจากความผิดหวังที่เคยแต่ใช้ชีวิตแบบไม่เป็นโล้เป็นพาย 


ครั้งหนึ่งเคยมีคนถาม George Bernard Shaw นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ตอนที่เขาเจ็บหนักนอนแบบอยู่บนเตียงคนไข้หนักว่า 


ถ้าเขามีเวลาเหลืออยู่อีกเขาต้องการทำอะไรมากที่สุด

 

นักปราชญ์ท่านนี้ทบทวนอดีตแล้วตอบว่า


ผมอยากเป็นคนที่ผมต้องการที่จะเป็นจริงๆแต่ยังไม่เคยได้เป็นคนๆนั้นเลย” 


ผมเขียนหนังสือเล่มนี้เพราะว่าผมไม่ต้องการให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับคุณผู้อ่านอีก ไม่อยากให้มีคำว่า” รู้งี้” 


ในฐานะที่ผมมีอาชีพเป็นนักพูด ผมใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในการแสดงปาฐกถาในการประชุมต่างๆทั่วทวีปอเมริกาเหนือ ผมโดยสารเครื่องบินจากเมืองหนึ่งสู่อีกเมืองหนึ่ง  ผมทำการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับความเป็นผู้นำในวงการธุรกิจและการดำเนินชีวิตกับคนจำนวนมาก


ถึงแม้ว่าคนเหล่านี้จะมาจากวงการที่แตกต่างกัน แต่คำถามของพวกเขามักจะเป็นเรื่องเดียวกัน คือ

ถามว่า ฉันจะค้นพบความหมายของชีวิตได้อย่างไร

การงานของฉันจะมีส่วนทำให้ผู้คนระลึกถึงตลอดไปได้อย่างไร ฉันจะแสวงหาความหมายของชีวิตที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เป็นอยู่ได้อย่างไร

ฉันจะดำรงชีวิตให้สะดวกกายสบายใจอย่างไรบ้างจึงจะสามารถมีความรื่นเริงสนุกสนานกับชีวิตนี้ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป



คำตอบของผมที่ให้กับผู้คนเหล่านี้มักจะเริ่มต้นแบบเดียวกับเสมอ คือ


คุณต้องค้นให้พบความฝันอันสูงสุดเสียก่อน


ผมเองมีความเชื่อว่าคนเราทุกคนมีทรัพย์สิน มีปัญญา มีจุดเด่น จุดแข็งในตัวที่คอยให้เราค้นพบในระหว่างการแสวงหาของแต่ละคน 

คนเราทุกคนอยู่บนโลกใบนี้เพื่อวัตถุประสงค์พิเศษเฉพาะตัวของแต่ละคน วัตถุประสงค์ที่สูงส่งซึ่งจะเปิดโอกาสให้เราได้ฉายรํศมี แสดงศักยภาพที่สูงที่สุดของมนุษย์ และเพิ่มมูลค่าให้แก่ชีวิตของคนรอบข้าง 


การค้นหาความฝันอันสูงสุด มิใช่ว่าเราต้องลาออกจากงานที่ทำอยู่เพื่อไปแสวงหางานอื่น

แต่มันหมายความว่า เราต้องทุ่มเทเกินร้อยให้แก่งานที่กำลังทำ

มันหมายความว่าเราต้องเลิกคิดที่จะรอให้คนอื่นลงมือทำการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่คุณต้องการที่จะเปลี่ยนแปลง


มหาตมะ คานธี เคยกล่าวไว้ว่า 


เราต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทางที่เราต้องการให้โลกเป็น

และ เมื่อคุณเปลี่ยนแปลง ชีวิตของคุณก็จะเปลี่ยนแปลง


฿฿฿&&&฿฿฿


ประสิทธิ์ คชโคตร

อดีตปลัดจังหวัดกาฬสินธุ์

แปลและเรียบเรียง จาก Life Lessons From The Monk Who Sold His Ferrari 

Bangkok 

Thailand 

August 24,2021











ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น