วันอังคารที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2564

ตัองเขียนบันทึกประจำวัน Keep A Journal



การเขียนบันทึกประจำวันเป็นกิจกรรมการพัฒนาตนเองอย่างหนึ่งที่เราสามารถทำได้ 

การบันทึกประสบการณ์ในแต่ละวันพร้อมกับการบันทึกบทเรียนชีวิตที่เราได้รับจากประสบการณ์แต่ละเรื่อง จะทำให้เราเกิดปัญญา และมีความคิดเฉียบแหลมมากขึ้น เพราะในการเขียนบันทึกแต่ละครั้งเราจะสามารถปรับปรุงการมีสติและรู้สึกตัวให้ดีขึ้น และผลที่จะตามมาก็คือ เราจะกระทำสิ่งที่ผิดพลาดบกพร่องน้อยลง 

การเขียนบันทึกประจำวันจะช่วยให้เรามองเห็นเป้าหมายของเราได้แจ่มชัดยิ่งขึ้น เพื่อจะได้เตือนใจให้เราสนใจแต่สิ่งที่มีความสำคัญอันดับต้นๆ 

การเขียนบันทึกประจำวัน ทำให้เรามีโอกาสสนทนากับตัวเองแบบตัวต่อตัวตามลำพัง มันจะทำให้เราได้คิดอย่างลึกซึ้งมากขึ้น ในยุคสมัยที่คนเรามักไม่ค่อยมีเวลาสำหรับคิดอย่างลึกซึ้งอีกแล้ว 



การเขียนบันทึกประจำวันเป็นกิจกรรมการพัฒนาตนเองอย่างหนึ่งที่เราสามารถทำได้ 

การบันทึกประสบการณ์ในแต่ละวันโดยการบันทึกบทเรียนที่เราได้รับจากประสบการณ์แต่ละเรื่อง จะทำให้เราเกิดปัญญา มีความคิดเฉียบแหลมมากขึ้น เพราะในการเขียนบันทึกประจำวันเราจะสามารถปรับปรุงการมีสติและรู้สึกตัวให้ดีขึ้น เราจะกระทำสิ่งที่ผิดพลาดบกพร่องน้อยลง 


การเขียนบันทึกประจำวันจะช่วยให้เราสามารถมองเป้าหมายของเราได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อจะได้เตือนใจให้เรามุ่งสนใจแต่สิ่งที่มีความสำคัญอันดับต้นๆ 











การเขียนบันทึกประจำวัน ทำให้เรามีโอกาสสนทนากับตัวเองแบบตัวต่อตัวตามลำพัง มันทำให้เราได้คิดอย่างลึกซึ้งมากขึ้นในยุคสมัยที่คนเรามักไม่ค่อยมีเวลาคิดอย่างลึกซึ้งอีกแล้ว 


นอกจากนี้ การเขียนบันทึกประจำวันยังทำให้เราสามารถคิดได้กระจ่างใสขึ้น มีความตั้งใจมั่นและรู้แจ้งได้ยิ่งขึ้น


ยิ่งกว่านั้น มันยังทำให้เรามีศูนย์กลางในการบันทึกความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นที่สำคัญๆ ทำให้เราได้บันทึกกลยุทธ์และตัวชี้วัดที่เราใช้แล้วประสบผลสำเร็จ เพื่อจะได้มุ่งมั่นทำในสิ่งที่ช่วยให้บรรลุเป้าหมายในงานอาชีพและงานส่วนตัว รวมทั้งสามารถพัฒนาจิตใจได้มากยิ่งขึ้นในภายหน้า


ประการสุดท้าย การเขียนบันทึกประจำวันยังทำให้เราได้ฝึกฝนการจินตนาการและการค้นหาความใฝ่ฝันที่แท้จริงของเราอีกด้วย


บันทึกประจำวันไม่ใช่ไดอารี่ 

เพราะว่า ไดอารี่เป็นบันทึกเหตุการณ์ประจำวัน แต่คำว่าบันทึกประจำวันนี้มาจากคำว่า Journal ซึ่งเป็นที่ๆเราทำการวิเคราะห์และประเมินเหตุการณ์ประจำวัน


การเขียนบันทึกประจำวัน หรือ Keep A Journal นี้ จะกระตุ้นเราให้พิจารณาสิ่งที่เราทำ ว่าเราทำสิ่งนั้นเพราะอะไร รวมทั้งพิจารณาว่าเราได้เรียนรู้สิ่งใดบ้างจากการกระทำสิ่งเหล่านั้น 


นอกจากนี้ การเขียนบันทึกประจำวันจะทำให้เราได้ฝึกฝนการพัฒนาตนเองและพัฒนาภูมิปัญญาจากการมีเวทีในการศึกษาและใช้ประโยชน์จากการกระทำต่างๆในอดีตเพื่อสร้างความสำเร็จในอนาคตให้มากยิ่งขึ้น


ยิ่งกว่านั้น นักวิจัยด้านการแพทย์ยังค้นพบว่า การเขียนหนังสือในบันทึกประจำวันของเราเองเพียงวันละ 15 นาที สามารถช่วยพัฒนาสุขภาพพลานามัยและสร้างเสริมประสิทธิภาพของภูมิคุ้มกันโรค รวมทั้งพัฒนาทัศนคติของเราให้ดีขึ้นได้ อีกด้วย


เราต้องจำไว้ให้ดีว่า ถ้าชีวิตของเรามีค่าควรแก่การจดจำ เราก็ควรบันทึกความจำเรื่องราวของชีวิตส่วนนั้นเอาไว้ด้วย

&&&&&&&&

ประสิทธิ์ คชโคตร, PH.D. แปลจาก 

Life Lessons From The Monk Who Sold His Ferrari

By Robin Sharma 

บางแค กรุงเทพมหานคร

1 กันยายน 2564










วันจันทร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2564

เป็นนักผจญภัย Be An Adventurer

 ครูอาจารย์ไปปีนเขา ผู้ประกอบการไปเล่น Hot-air balloons. สตรีวัยคุณย่าไปวิ่งมาราธอนจนถึงเส้นชัย แม่บ้านไปเรียนคาราเต้



 ยิ่งชีวิตเราเป็นไปตามแบบแผนเดิมๆทุกวันมากขึ้นเท่าใด ยิ่งจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองไปทำกิจกรรมการผจญภัยจริงๆให้มากขึ้น ยิ่งมีกฏเกณฑ์ผูกมัดให้ปฏิบัติตามมากเท่าไร ยิ่งมีความจำเป็นต้องปลดปล่อยพันธนาการที่เกิดจากสิ่งที่ธรรมดาสามัญและพาใจโบยบินไปกับความกล้าหาญเพื่อที่จะไล่ล่าความฝันใหม่ให้มากยิ่งขึ้น 

“คนเราจะต้องไม่ยินยอมให้ปฏิทินและนาฬิกามาปิดหูปิดตาจากความจริงที่ว่าทุกๆนาทีในชีวิตมีความมหัศจรรย์และลี้ลับอย่างยิ่ง” 

H.G.Wells นักประพันธ์ชาวอังกฤษกล่าว





เพื่อเป็นการเชื่อมประสานกันอย่างแนบแน่นกับความมหัศจรรย์และลี้ลับของชีวิต เราต้องตั้งปณิธานที่จะฟื้นฟูจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยที่เราคุ้นเคยเป็นอย่างดีในวัยเด็ก โดยให้เขียนรายการสิ่งที่คุณจะไล่ล่า รายการล่าฝันนี้เป็นสิ่งที่คุณรู้ดีว่าเมื่อลงมือทำไปแล้วจะเป็นการเติมฝันและเพิ่มพลังให้แก่สิ่งที่เคยทำอยู่แบบเดิมๆ และต้องทำความฝันนั้นให้เป็นจริงเดือนละหนึ่งรายการในปีหน้านี้ตลอดทั้งปี 

การปฏิบัติเช่นนี้เป็นวิธีการเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด.

฿฿฿฿฿฿฿฿

ประสิทธิ์ คชโคตร แปลและเรียบเรียง จาก Life Lessons From The Monk Who Sold His Ferrari 

Bangkok, Thailand 

August 9,2021

วันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2564

อยู่แบบไม่ต้องดูเวลาสักหนึ่งวันจะได้ไหม? Spend A Day Without Your Watch



ฤดูใบไม้ร่วงคราวที่แล้ว ผมทำสิ่งที่ไม่ได้ทำมาหลายปี คือ ผมทิ้งนาฬิกาข้อมือเอาไว้ที่บ้าน แล้วใช้เวลาทั้งวันโดยไม่ได้สนใจดูเวลาเลย

แทนที่จะสนใจดูนาฬิกาและคิดวางแผนว่าจะทำอะไรบ้าง ผมกลับอยู่กับปัจจุบันขณะ และทำสิ่งที่คิดอยากจะทำ













ผมกลาย ”เป็น” มนุษย์จริงๆ

มิใช่แค่คนที่กำลังทำสิ่งนั้นและสิ่งโน้นอยู่


เช้าตรู่ของวันใหม่ผมเข้าไปเดินในป่าลึก ซึ่งเป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งที่ผมชอบทำมาก ผมหนีบเอาหนังสือ Walden เล่มปกอ่อนเอาไปด้วย Walden นี้เขียนโดย Henry David Thoreau นักปราชญ์คนสำคัญ มันเป็นหนังสือที่ผมชอบมาก 


พอหาที่นั่งเหมาะสำหรับอ่านหนังสือได้แล้ว ผมก็พบประสบการณ์ที่ลงตัว เพราะว่ามันเกิดสิ่งหนึ่งขึ้นมา สิ่งนั้นคือ ผมเปิดหนังสือแบบสุ่มๆ แล้วไปเจอย่อหน้าหน้าที่มีข้อความดังต่อไปนี้


“ ที่ผมไปเดินในป่าก็เพราะว่าผมต้องการอยู่อย่างพิถีพิถันเพื่อเผชิญหน้ากับความจริงของชีวิต เพื่อเรียนรู้สิ่งที่โลกนี้ให้บทเรียนและไม่ได้สอนให้เรารู้ว่า


เมื่อเราจวนจะตายจากโลกนี้ไป  จึงพบว่า เราไม่ได้ใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการ 


ผมไม่ประสงค์จะอยู่แบบที่ไม่ได้ใช้ชีวิต เพราะว่าการใช้ชีวิตเป็นสิ่งที่มีค่ามาก และผมเองก็จะไม่อยู่แบบปลีกตัวออกจากชีวิต เว้นแต่ในกรณีที่จำเป็นจริงๆ


ผมต้องการใช้ชีวิตอย่างดื่มด่ำ และดูดดื่มความสดใสซาบซ่า ของชีวิต ผมอยากใช้ชีวิตที่โลดโผนและกล้าหาญอย่างชาวสปาร์ตา เพื่อที่จะขจัดสิ่งที่ไม่เรียกว่าชีวิตออกไป...”


ผมใคร่ครวญดูถ้อยคำของนักเขียนท่านนี้  และเพลิดเพลินกับความสวยงามของธรรมชาติรอบๆตัวผม


ส่วนเวลาที่เหลือในวันนี้ ผมก็ไปที่ร้านหนังสือ และกลับมาดูToy Story กับลูก ๆ พักผ่อนกับครอบครัวที่ชานเรือน แล้วฟังเพลงโปรดของผม


ไม่มีอะไรที่ราคาแพง  ไม่มีอะไรที่สลับซับซ้อน มีแต่ความเพลิดเพลินอย่างเต็มที่

&&&&&&&&&

ประสิทธิ์ คชโคตร แปล จาก Life Lessons From The Monk Who Sold His Ferrari 

21 พฤษภาคม 2563

บางแค

กรุงเทพมหานคร


วันเสาร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2564

ต้องกล้าเสี่ยงให้มากขึ้น Take More Risk

 



ผมขอบอกเลยว่า ตอนที่คุณกำลังนอนรอวันตายอยู่บนเตียงผู้ป่วยนั้น คุณจะไม่รู้สึกเสียใจกับเรื่องที่คุณเคยเสี่ยงภัยอย่างโชคโชนมาก่อน อย่างแน่นอน

แต่ที่คุณจะรู้สึกเสียใจอย่างยิ่ง จะต้องเป็นเรื่องที่คุณไม่กล้าเสี่ยง ไม่กล้าลงมือกระทำ เรื่องโอกาสดีๆที่คุณไม่ได้ฉกฉวย และเรื่องความหวาดกลัวที่คุณไม่ได้ออกไปเผชิญ อย่างแน่นอน

เราต้องจำไว้ว่า ฝั่งที่อยู่ตรงกันข้ามกับความกลัว คืออิสรภาพ  และเราจะต้องยึดมั่นในหลักการแห่งความสำเร็จที่กล่าวว่า

“ชีวิตไม่ใช่เกมส์ที่เกี่ยวกับอย่างอื่น แต่มันเป็นเกมส์ของตัวเลข ที่ยิ่งเสี่ยงมาก รางวัลก็ยิ่งสูงมาก”




กล่าวอีกนัยหนึ่งได้ตามคำพูดของ Sophocles ที่ว่า

“ทรัพย์สมบัติมิได้อยู่ด้านเดียวกับคนที่หัวใจอ่อนแอ” 

เพื่อที่จะใช้ชีวิตอย่างเต็มภาคภูมิเราต้องกล้าเสียงมากขึ้น และกล้าทำสิ่งที่เรากลัว ต้องอดทนต่อความรู้สึกไม่สะดวกสบาย และต้องเลิกที่จะเดินบนเส้นทางที่ไม่มีอุปสรรค แน่นอนว่าคุณจะเจอขวากหนามเมื่อเดินบนเส้นทางที่ยังมีคนเดินไม่มาก แต่นี่ก็เป็นเส้นทางเดียวที่คุณจะไปถึงสถานที่ๆต้องการ ดังที่มารดาคนฉลาดของผมกล่าวเสมอว่า

“เธอจะไปถึงฐานที่สามไม่ได้ ตราบใดที่เท้าอีกข้างหนึ่งยังติดอยู่กับฐานที่สอง” 

หรือดังที่ Andre Gide ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า

“ คนเราจะค้นพบดินแดนใหม่ยังไม่ได้ ตราบใดที่ยังไม่ยินยอมตกอยู่ในสถานการณ์ที่มองไม่เห็นฝั่งเป็นเวลานานเสียก่อน”




ความลับในการมีชีวิตที่อุดมสมบูรณ์ คือการเลิกแสวงหาความมั่นคงแล้วหันมาเริ่มต้นใช้เวลาในการแสวงหาโอกาส

แน่นอนว่าคุณจะต้องพบกับความล้มเหลวบ้าง ถ้าคุณใช้ชีวิตอย่างถี่ถ้วน และลุ่มหลงมันจริงๆ

อย่างไรก็ดี ความล้มเหลวก็มิใช่สิ่งที่ไร้ค่า เพราะมันคือการเรียนรู้เพื่อที่จะได้ชัยชนะ

หรือดังที่บิดาของผมตั้งข้อสังเกตไว้วันหนึ่ง ว่า

“ Robin ลูกพ่อ ตามกิ่งก้านของต้นไม้ที่ยื่นออกไปไกลๆ มันเสี่ยงอันตรายมากนะ แต่ผลไม้ทั้งหมดก็อยู่ตรงนั้น”

 ดังที่ผมเขียนไว้ในตอนต้นว่า ชีวิตล้วนเกี่ยวกับทางเลือก คนที่ประสบความสำเร็จ คนที่บรรลุเป้าหมายสูงสุดล้วนตัดสินใจฉลาดกว่าคนอื่น คุณอาจเลือกใช้เวลาทั้งวันนั่งอยู่บนฝั่งของชีวิต เพื่อจะได้มีความปลอดภัยสูงที่สุด หรือคุณจะตัดสินใจดำน้ำลึกลงไปเพื่อค้นพบไข่มุก ทีกำลังรอคอยคนกล้า


เพื่อเป็นการสร้างกำลังใจให้แก่ตนเอง และเพื่อให้เกิดความมุ่งมั่นต่อความจริงที่ว่าผมจะต้องสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ตัวเองในระหว่างที่ผมก้าวเดินไปในอนาคต ผมจึงเขียนข้อความของ Theodore Roosevelt ดังต่อไปนี้ด้วยอักษรตัวโตและชัดเจนมาก ไว้ในห้องอ่านหนังสือ โดย ผมเขียนว่า

... คนที่โลกจะคัดเข้าเป็นตัวจริงของทีม มิใช่คนที่เก่งแต่วิพากษ์วิจารณ์ มิใช่คนที่เก่งแต่ออกมาโพนทะนาถึงความล้มเหลวของคนที่เข้มแข็ง มิใช่คนที่ออกมาพร่ำเพ้ออบรมคนที่กำลังลงมือทำงานอยู่ว่าควรทำอะไร 

แต่เครดิตและความน่าเชื่อถือจะตกเป็นของคนที่ก้าวลงสนาม คนที่หน้าตามอมแมม คนที่คลุกฝุ่น คนที่อาบเหงื่อและคนที่โชกเลือด คนที่มุมานะอย่างกล้าหาญ คนที่พลาดพลั้งและล้มเหลวซ้ำซาก คนที่มีความกระหาย คนที่ทุ่มเทสุดหัวใจ คนที่อุทิศชีวิตให้กับเป้าหมายที่เชื่อมั่นว่าเป็นสิ่งที่ทรงคุณค่า คนที่ในที่สุดรู้จักการมีชัยชนะจากความสําเร็จ …

คนที่รู้ว่าในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด หากเขาเกิดประสบความล้มเหลว อย่างน้อย เขาก็จะล้มเหลวอย่างองอาจ จนกระทั่งเขาไม่ตกอยู่ในกลุ่มคนที่ขาดจิตวิญญาณ คนที่ ขี้ขลาด จนไม่รู้จักรสชาติของชัยชนะ และ ความพ่ายแพ้

&&&&&&&&

ประสิทธิ์ คชโคตร แปล จากLife Lessons From The Monk Who Sold His Ferrari 

บางแค

กรุงเทพมหานคร

22 พฤษภาคม 2564



วันพฤหัสบดีที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2564

รักษามุมมองของเราเอาไว้ให้ดีMaintain Your Perspective



เรื่องที่ 3 ต้องรักษามุมมองของเราไว้ให้ดี

&&&&&&&&

มีเรื่องเล่าต่อๆ กันมาว่า

วันหนึ่ง ชายผู้ป่วยหนักคนหนึ่งนั่งเก้าอี้วีลแชร์เข้ามารักษาตัวในโรงพยาบาล ในห้องผู้ป่วยที่เข้าพัก มีผู้ป่วยชายคนหนึ่งนอนอยู่บนเตียงที่ริมหน้าต่างอยู่ก่อนแล้ว

พอทั้งสองคนเรื่มคุ้นเคยกัน ผู้ป่วยที่เตียงริมหน้าต่างเริ่มบรรยายถึงสภาพที่สวยงามของโลกภายนอกโรงพยาบาลที่เขามองเห็นผ่านทางหน้าต่างให้เพื่อนผู้ป่วยหนักอีกคนหนึ่งฟังอย่างละเอียดละออ 

บางวันผู้ป่วยชายคนนี้จะบรรยายความงามของต้นไม้ใบหญ้าในสวนสาธารณะที่เขามองเห็นผ่านหน้าต่างของโรงพยาบาล

เขาบรรยายรายละเอียดของใบไม้ที่ไหวเอนไปตามแรงลมว่าเมื่อดูแล้วมีความสวยงามเพียงใด 

บางวันเขาจะสร้างความสนุกสนานให้แก่เพื่อนผู้ป่วยคนนี้ด้วยการบรรยายภาพว่าในระหว่างที่ผู้คนแต่ละคนเดินผ่านโรงพยาบาลไปนั้น พวกเขาแสดงอากัปกิริยาอย่างไรกันบ้าง

พอหลายวันผ่านไป ผู้ป่วยชายคนนี้เริ่มรู้สึกหงุดหงิดที่ตนเองไม่สามารถมองเห็นภาพความจริงตามที่เพื่อนผู้ป่วยของเขาบรรยาย

เขาเริ่มไม่พอใจเพื่อนคนนี้ และในที่สุดก็เกลียดชังเขามากยิ่งขึ้น

คืนหนึ่ง หลังจากมีอาการไออย่างรุนแรง ผู้ป่วยที่เตียงริมหน้าต่างนี้ก็หยุดหายใจ

แทนที่เขาจะกดออดเพื่อส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือเพื่อนคนนี้ เขากลับเฉยเสีย 

เช้าวันรุ่งขึ้นแพทย์ก็แจ้งว่าผู้ป่วยคนที่บรรยายภาพบรรยากาศด้านนอกโรงพยาบาลให้เพื่อนผู้ป่วยฟังนี้ เสียชีวิตแล้วและเตียงริมหน้าต่างก็ถูกเข็นออกจากห้องไปแล้ว 






ผู้ป่วยอีกคนรีบแจ้งความประสงค์ทันทีว่าขอย้ายเตียงของตนไปแทนที่ๆริมหน้าต่าง และพยาบาลที่รับผิดชอบก็จัดการให้ตามความประสงค์ของเขา

แต่ทันทีที่เขามองออกไปนอกหน้าต่าง เขาถึงกับตกใจจนตัวสั่น  เพราะปรากฏว่าหน้าต่างนั้นเปิดออกไปพบกับกำแพงอิฐเป็นผนังทึบ !

เพื่อนผู้ป่วยของเขาคนที่จากไปนี้ ได้สร้างจินตนาการภาพที่น่าอัศจรรย์ขึ้นในใจ

แล้วบรรยายภาพในจินตนาการนั้นให้มีชีวิตชีวาเพื่อให้เพื่อนคนที่ป่วยหนักอีกคนหนึ่งได้เห็นภาพพจน์ของโลกที่มีแต่ความสวยงามขึ้นในยามที่เขากำลังเผชิญกับความทุกข์

เขากระทำสิ่งนี้ด้วยความรักอย่างปราศจากการเห็นแก่ตัว

ทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องเล่าเรื่องนี้ มันช่วยปรับมุมมองของผมเสมอ 

เพื่อที่จะให้การดำเนินชีวิตมีความสุข มีความสมบูรณ์ ในยามที่เราเผชิญสถานการณ์ที่ยากลำบาก ในยามที่เรารู้สึกเครียด และกดดัน เราต้องปรับมุมมองของเราเสมอ และต้องถามตัวเองตลอดเวลาว่า ยังมีวิธีปฏิบัติหรือหนทางที่ดีกว่าและเบิกบานใจกว่านี้อีกหรือไม่ในการมองปัญหาที่ดูเหมือนจะยุ่งยากมากเช่นนี้

สตีเฟน ฮอว์กกิ้ง ( Stephen Hawking ) นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า

“ มนุษย์เราอาศัยอยู่บนดวงดาวขนาดเล็กๆดวงหนึ่งที่แฝงตัวอยู่ชายขอบของแกแลกซี่หนึ่งในบรรดาแกแลกซี่จำนวนนับแสนล้านแกแลกซี่ “ 

เมื่อเราฟังนักฟิสิกส์ผู้ยิ่งใหญ่กล่าวเช่นนี้แล้ว เราคิดอย่างไรบ้างเกี่ยวกับการปรับมุมมองของเรา

เมื่อได้รู้ข้อมูลเช่นนี้แล้ว คุณยังจะคิดว่าปัญหาที่คุณกำลังเผชิญอยู่เป็นปัญหาที่มีขนาดใหญ่โตมากอยู่อีกหรือไม่ ? 

คุณยังคิดว่าปัญหาหรือความท้าทายที่เผชิญหน้าอยู่ในปัจจุบันนี้มีความร้ายแรงตามที่คุณจินตนาการว่ามันใหญ่โตเกินจริงอยู่หรือไม่?

มนุษย์เราอาศัยอยู่บนโลกนี้ชั่วระยะเวลาอันสั้น ในกระแสของสิ่งทั้งปวง ชีวิตของเราเป็นเพียงหยดสีหยดเล็กๆบนผืนผ้าใบของคำว่านิรันดร์กาล 

ดังนั้น จะดีกว่าหรือไม่ที่เราจะใช้ภูมิปัญญาในการเดินทางสู่เป้าหมายของเรา ขณะเดียวกันก็ชื่นชมความสวยงามของสิ่งต่างๆในระหว่างการเดินทางด้วย. 

&&&&&&&&

ประสิทธิ์ คชโคตร

อดีตปลัดจังหวัดกาฬสินธ์ุ 

แปล จาก Life Lessons From The Monk Who Sold His Ferrari 


เขตบางแค กรุงเทพมหานคร

16 เมษายน 2564










วันพุธที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2564

ไปเดินในป่า Walk In The Woods

















คุณไม่มีวันที่จะทำอะไรที่ผิดพลาดเลยถ้าคุณไปชื่นชมความงามของธรรมชาติ 

การไปเดินในป่ามีผลลัพธ์ที่วิเศษอย่างยิ่ง การก้าวเท้าแต่ละก้าวจะเป็นไปอย่างเบาสบาย  ความรู้สึกสงบในจิตใจจะท่วมท้นขึ้นมาเต็มอก และความคิดสร้างสรรค์ก็จะพรั่งพรูออกมา ดังที่ Leonardo da Vinci  ศิลปินและสถาปนิกนามกระเดื่องชาวอิตาลี กล่าวไว้ว่า

“จิตวิญญาณของมนุษย์รับรู้ความงามของโลกผ่านหน้าต่างของดวงตา จะมีใครบ้างที่เชื่อว่า ฉากธรรมชาติฉากเล็กๆเพียงฉากเดียวจะสามารถบรรจุภาพของจักรวาลเอาไว้ได้”

ช่วงเวลาที่ผมประทับใจมากที่สุดในแต่ละปี คือช่วงฤดูใบไม้ร่วง เพราะว่าในฤดูนี้ใบไม้ในป่าจะสะท้อนแสงแดดทำให้มีสีสันวูบวาบ เจิดจ้า สดใส และสวยงามยิ่งนัก ฤดูใบไม้ร่วงจึงเหมาะสำหรับการไปเดินในป่า ความสงบที่เกิดจากบรรยากาศที่ไร้เสียงรบกวนของความวุ่นวายจากในเมือง ทำให้ความหมายของค่านิยมต่างๆที่ผมนับถือมีความแจ่มกระจ่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น จนผมสามารถพินิจพิจารณาปัญหาที่สำคัญๆที่ยังไม่เคยได้รับคำตอบได้อย่างละเอียดถี่ถ้วนกว่าแต่ก่อน

ผมอาจจะเดินไปหยุดที่ริมลำธารสายเล็กๆ และผ่อนคลายอารมณ์บนโขดหินที่ปกคลุมด้วยตะไคร่น้ำสีเขียวหรือไม่ก็สูดดมกลิ่นหอมของมวลดอกไม้ ซึ่งบรรยากาศเช่นนี้มีเพียงคนที่มาเดินในป่าเท่านั้นที่จะสัมผัสได้อย่างแท้จริง

ในตอนที่ผมเดินออกจากโอเอซิสธรรมชาตินี้ไป ผมจะกลายเป็นคนใหม่อีกคนหนึ่ง ที่มีความตื่นตัว กระปรี้กระเปร่า มีพลัง และมีชีวิตชีวามากขึ้น ภูมิปัญญาโบราณทั้งหลายต่างก็สรรเสริญพลังในการฟื้นฟูสภาพจิตใจและร่างกายที่ได้รับจากการเดินในป่า ว่าเป็นวิธีการที่ให้ผลลัพธ์ที่อุดมสมบูรณ์ตลอดกาล

&&&&&&&&

ประสิทธิ์ คชโคตร แปล จาก Life Lessons From The Monk Who Sold His Ferrari 

บางแค กรุงเทพมหานคร

12 กรกฎาคม 2564

วันอังคารที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2564

ในแต่ละวัน ต้องแสดงความเมตตา Every Day, Be Kind to a Stranger

 



บทที่  2 ของหนังสือเล่มที่ท่านเห็นหน้าปกตามภาพนี้ มีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 

฿฿฿฿฿฿฿฿฿

ขณะที่เขานอนซมอยู่บนเตียงคนไข้หนัก Aldous Huxley ย้อนระลึกถึงบทเรียนชีวิตของตัวเองแล้วสรุปลงด้วยคำง่ายๆ 7 คำว่า

“Let’s us be kind to one another”.

จงเมตตาต่อกันและกัน

คนเรามักมีความเชื่อว่า การทำให้ตัวเองดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เราจะต้องประสบความสําเร็จในการกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือทำสิ่งที่สำคัญๆได้สำเร็จจนมีชื่อเสียง จนมีข่าวลงหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์หรือวารสาร

ในความเป็นจริงก็มักเป็นแบบนี้  เพราะว่าชีวิตที่มีความหมาย

ล้วนประกอบด้วยกิจกรรมที่เหมาะสมและเป็นการกระทำที่ประกอบไปด้วยความเมตตาในแต่ละวันๆอย่างต่อเนื่องกันไป โดยกิจกรรมทั้งหมดนี้จะรวมกันเข้าเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ตลอดชีวิตของเรา

คนอื่นๆแต่ละคนที่เดินเข้ามาในเส้นทางชีวิตของเราต่างก็มีบทเรียนที่สอนเรา และมีเรื่องราวที่จะเล่าให้เราฟัง







แต่ละคนที่เราพบในวาระต่างๆของแต่ละวันจัดว่าเป็นโอกาสดีที่เราจะได้แสดงความเมตตากรุณา และความเคารพนับถืออันแสดงออกถึงการมีมนุษยธรรมของเรา

ทำไมเราจึงไม่เริ่มต้นแสดงออกว่าจริงๆแล้วเราเป็นคนประเภทใดในแต่ละวัน และทำไมเราไม่กระทำในสิ่งที่เราจะสามารถสร้างโลกรอบๆตัวเราให้อุดมสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น?

ในใจผมเอง ผมคิดว่าในแต่ละวัน ถ้าเราสามารถทำให้คนอื่นยิ้มได้ หรือสามารถสร้างความรู้สึกที่ดีให้แก่คนแปลกหน้าได้ แม้เพียงคนเดียว วันนั้นทั้งวันก็เป็นวันที่ดีวันหนึ่ง


ความเมตตากรุณา ซึ่งเป็นสิ่งที่แสนจะธรรมดานี้ คือค่าเช่าที่เราต้องจ่าย หรือเป็นสิ่งที่เราต้องชำระเพื่อตอบแทนการอาศัยอยู่บนโลกใบนี้

เราควรมีความคิดสร้างสรรค์ในวิธีการแสดงความเมตตากรุณาต่อคนแปลกหน้า ลองคิดถึงการจ่ายค่าทางด่วนให้คนที่ขับรถตามมาข้างหลังเรา คิดถึงการสละที่นั่งในรถไฟฟ้าให้คนที่มีความจำเป็นมากกว่าเรา และคิดถึงการเริ่มต้นทักทายผู้อื่นก่อนสิ่งเหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้นแสดงความเมตตากรุณาได้

เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้รับจดหมายจากผู้ที่ติดตามอ่านหนังสือของผมเรื่อง “บทเรียนชีวิตจากหลวงพี่รูปที่ขายรถสปอร์ตเฟอรารี “ 

เธอผู้นี้พำนักอยูที่รัฐวอชิงตัน ในจดหมายนั้นเธอเล่าว่า

“ฉันถือปฏิบัติตามหลักการคืนกำไรสิบส่วนไปยังผู้ที่มีส่วนช่วยเหลือดิฉันในการพัฒนาและยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น โปรดรับเช็คเงินสด 100 เหรียญที่ส่งมาพร้อมจดหมายฉบับนี้ด้วย ขอขอบคุณและขออำนวยพร”

ส่วนผมเองรีบตอบจดหมายฉบับที่แสดงความเอื้อเฟื้อของเธอไปอย่างรวดเร็ว โดยผมได้ส่งเทปรายการของผมไปให้เธอเพื่อว่าเธอจะได้รับมูลค่าตอบแทนของขวัญที่เธอส่งให้ผม


การแสดงออกของสตรีท่านนี้เป็นบทเรียนที่ยิ่งใหญ่เกี่ยวกับความสำคัญของการให้ด้วยความเต็มใจและจากหัวใจจริงๆ

&&&&&&&&&

แปลและเรียบเรียงโดย 

ประสิทธิ์ คชโคตร

อดีตปลัดจังหวัดกาฬสินธุ์

บางแค กรุงเทพมหานคร 15 เมษายน 2564