วันจันทร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

เลิกตำหนิติเตียน Stop Condemning

การตำหนิติเตียน ก็ เหมือนกับนิสัยเสียอื่นๆที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ คือมันเป็นการง่ายที่เราจะคิดนิสัยชอบตำหนิผู้อื่นโดย ไม่มียกเว้นแม้แต่คนที่เรารักมากที่สุด เราจะวิจารณ์วิธีการที่คนอื่นกินอาหาร หรือวิจารณ์มรรยาทในการพูด เราเน้นถึงรายละเอียดหยุมหยิม และจับผิดในประเด็นเล็กๆน้อยๆ

แต่อย่าลืมว่าสิ่งใดที่เราสนใจมากสิ่งนั้นก็จะเติบโตมากขึ้น และถ้าเราสนใจจุดบกพร่องเล็กๆน้อยๆของผู้อื่น มันก็จะขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆอยู่ในใจเรา จนกระทั่งเรารู้สึกว่าจุดบกพร่องเล็กๆนั่นเป็นปัญหาที่ใหญ่โตของคนๆนั้น



คุณประสงค์จะอยู่ในสังคมที่ทุกคนล้วนมองสิ่งต่างๆ มีประพฤติและความคิดเห็นแบบเดียวกับเรา ถ้าเป็นเช่นนี้ โลกนี้คงน่าเบื่อสิ้นดี ถ้าเราจะอยู่อย่างมีความสุข มีความสงบเราต้องเริ่มต้นมองว่าความอุดมสมบูรณ์ของสังคมเกิดจากการมีความหลากหลาย สิ่งที่จะทำให้ความสัมพันธ์ก็ดี ชุมชนก็ดี และประเทศชาติก็ดี มีความยิ่งใหญ่ได้ ไม่ใช่สิ่งที่เรามีเหมือนๆกันหมด แต่ความแตกต่างหลากหลายต่างหาก ที่ทำให้เรามีความโดดเด่นเป็นพิเศษ



แทนที่จะมองหาสิ่งที่จะวิพากษ์วิจารณ์จากคนรอบข้าง ทำไมเราจึงไม่หันมาเคารพและยอมรับความแตกต่าง?

คนเรามักจะรู้สึกถึงจุดอ่อนของตัวเองที่สำคัญที่สุดที่เราต้องการจะแก้ไขได้จากการเพ่งโทษผู้อื่น ดังนั้น ต้องเลิกกล่าวโทษและตำหนิติเตียนผู้อื่นได้แล้ว ต้องรับผิดชอบอย่างเต็มที่ในสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แล้วตั้งปณิธานที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองก่อนที่จะพยายามเปลี่ยนแปลงผู้อื่น นี่คือมาตรการที่ใช้วัดยุคคลิกภาพของคนที่เข้มแข็ง

ดังคำกล่าวของ Erica Jong ที่กล่าวว่า 

“ดูแลชีวิตของตนเองให้ดี แล้ว จะมีอะไรจะเกิดขึ้น ? สิ่งที่จะเกิดขึ้นเป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุด นั่นคือ ไม่มีใครที่เราจะโทษได้เลย”

&&&&&&&&

ประสิทธิ์ คชโคตร แปลและเรียบเรียง จาก Life Lessons From The Monk Who Sold His Ferrari บทที่ 71

บางแค กรุงเทพมหานคร

26 กรกฎาคม 2564



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น