ผมมีความรู้สึกว่าสุภาษิตเปอร์เซียยุคโบราณข้อหนึ่งมีความหมายดีมากครับ สุภาษิตนี้กล่าวว่า
“ผมเคยร้องให้หนักมากที่ตัวเองไม่มีรองเท้าที่จะสวมใส่ จนกระทั่ง มาเจอคนที่ไม่มีเท้าทั้งสองข้าง”
มันเป็นการง่ายที่เราจะตีโพยตีพายว่าปัญหาที่เรากำลังเผชิญอยู่มีความร้ายแรงมาก จนลืมนึกถึงสิ่งที่ดีๆหลายประการที่เราต้องรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณ การสละเวลาของเราไปเป็นอาสาสมัครเพื่อให้บริการแก่คนที่ขาดแคลนเป็นกิจกรรมที่จะทำให้เราหวนคิดถึงความอุดมสมบูรณ์ในตัวเรา
หลังจากที่ผมกล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่องการเป็นผู้นำต่อตัวแทนบริษัทประกันภัยที่มีชื่อเสียงจบลงแล้ว มีชายคนหนึ่งเข้ามาพบ และบอกผมว่าเขาเป็นผู้ผลิตฝีมือดีอันดับต้นๆของบริษัท เหตุผลประการหนึ่งที่ทำให้เขาประสบความสําเร็จ คือ การสละเวลาเล็กน้อยในแต่ละสัปดาห์ไปช่วยเหลือคนที่มีโอกาสน้อยกว่าเขา เขากล่าวว่า
“การได้เห็นว่าคนอื่นขาดแคลนสิ่งใดบ้าง เป็นโอกาสดีที่ทำให้ผมหันมาสนใจในสิ่งที่ผมเองมีอยู่ มันทำให้ผมไม่มองข้ามสิ่งใดเลย และสำคัญที่สุดก็คือมันทำให้ผมมีโอกาสสร้างความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของคนที่เขาต้องการผมจริงๆ”
Albert Chweitzer นายแพทย์ชาวเยอรมนี ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า
“ ผมไม่รู้ว่าโชคชะตาของคุณจะเป็นอย่างไรบ้าง แต่ผมรู้อยู่สิ่งหนึ่ง นั่นคือ ในบรรดาพวกคุณมีอยู่คนหนึ่งที่จะมีความสุข คนนั้นคือ คนที่แสวงหาและค้นพบวิธีให้บริการแก่ผู้อื่น” และ Anne Marrow Lindberg ก็บันทึกไว้ว่า “เราไม่อาจชำระหนี้ได้ด้วยการแสดงความขอบคุณ แต่คนเราต้องชำระหนี้เป็นสิ่งของในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต”
การเป็นอาสาสมัคร เปิดโอกาสให้คุณได้ช่วยเหลือผู้อื่นและชดใช้หนี้คนที่เคยช่วยเหลือเกื้อกูลเรา”
ประสิทธิ์ คชโคตร แปลจาก
Life Lessons From The Monk Who Sold His Ferrari
บางแคกรุงเทพมหานคร
14 กรกฎาคม 2564


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น