บทที่ 101
ใช้ชีวิตให้เต็มที่ เพื่อจะได้ตายไปอย่างเป็นสุข
Live Fully So You Can Die Happy
&&&&&&&&
คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าชีวิตคืออะไรกันแน่มารู้จักชีวิตก็ต่อเมื่อตัวเองนอนรอวันตายอยู่บนเตียงคนไข้ในโรงพยาบาลเสียแล้ว !
ตอนที่เรายังเป็นหนุ่มเป็นสาว เราต่างก็ดิ้นรนต่อสู้และพยายามทำตามที่สังคมคาดหวังในตัวเรา เรามักยุ่งอยู่กับการแสวงหาความสุข จนลืมสิ่งเล็กๆน้อยๆไป เช่น เราลืมการร่ายรำเท้าเปล่ากับลูกหลานท่ามกลางสายฝนในสวนสาธารณะ ลืมการทำสวนกุหลาบ ลืมการเฝ้ามองพระอาทิตย์ขึ้นสู่ท้องฟ้าฯลฯ
เราอยู่ในยุคที่สามารถสำรวจยอดเขาที่สูงที่สุด แต่กลับไม่สามารถเอาชนะตัวเองได้ เรามีอาคารที่สูงที่สุด แต่ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเองให้สงบ เรามีทรัพย์สมบัติมากมายแต่ยังขาดความสุข เรามีใจที่ทุ่มเทเต็มที่แต่กลับมีชีวิตที่ว่างเปล่า
อย่ารอจนถึงตอนที่นอนรอวันตายอยู่บนเตียงคนไข้หนักในโรงพยาบาลจึงรู้จักความหมายและบทบาทชีวิตที่ตัวเองต้องแสดง
บ่อยครั้งที่คนเราคิดถึงการกระทำในอดีตที่ผ่านไปแล้ว คนเราเอาแต่แสวงหาความสุข เราแสวงหาแต่จุดที่เราจะไปให้ถึง แทนที่จะแสวงหาภูมิปัญญาในการอยู่กับสภาพที่เราสร้างสรรค์ขึ้น
ความสุขและความสำเร็จสูงสุดเกิดขึ้นเมื่อเราสัญญาว่าจะอุทิศสติปัญญาและความสามารถสูงสุดของตนให้กับปณิธานที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงขึ้นในชีวิตของผู้อื่น
เมื่อเรากำจัดสิ่งที่ไม่ดีทั้งหลายออกไปจากชีวิตได้ ความหมายของชีวิตก็จะชัดเจนขึ้น ชัดเจนว่าเราจะมีชีวิตอยู่เพื่อสิ่งที่สูงส่งเหนือตัวเองขึ้นไปอีก
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ “จุดประสงค์ของชีวิต ก็คือ การมีชีวิตที่มีจุดประสงค์”นั่นเอง
ในฐานะที่บทที่ 101 นี้เป็นบทสุดท้ายของหนังสือ “บทเรียนชีวิตจากหลวงพี่องค์ที่ขายรถยนต์สปอร์ตเฟอร์รารี”
ผมขอถือเป็นโอกาสสำคัญที่จะแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับทุกคนไว้ ว่า ผมขออำนวยพร ขอให้ทุกคนมีชีวิตที่สมบูรณ์ด้วยภูมิปัญญา มีความสุข และความสมปรารถนาทุกประการ ขอให้ทุกคนได้ใช้เวลาในการร่วมทุกข์ร่วมสุขและแสวงหาสิ่งประโลมใจไปกับคนที่เรารักและทนุถนอม
ก่อนจากกัน ผมขอฝากถ้อยคำของ George Bernard Shaw ซึ่งสรุปสาระของบทเรียนชีวิตบทสุดท้ายนี้ได้ดีมากกว่าตัวผมเอง คือ
“การมีชืวิตที่เบิกบานใจจริงๆ เป็นการใช้ชีวิตเพื่อเป้าหมายที่เรารู้ชัดว่าเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เป็นพลังที่มหาศาลของธรรมชาติ แทนที่จะเป็นการเพ้อเจ้อ บ่นว่าทำไมโลกนี้จึงไม่เสียสละตัวเองเพื่อสร้างความสุขสำราญให้แก่คุณเลย
ผมเองมีความเห็นส่วนตัวว่าชีวิตของผมเป็นสมบัติของส่วนรวมและตราบใดที่ผมยังมีชืวิตอยู่ ผมก็มีอภิสิทธิ์ที่จะอุทิศตนทำสิ่งใดก็ได้เพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวม ผมต้องการให้มีการใช้ชีวิตของผมให้หมดสิ้นลงทุกๆส่วนอย่างแท้จริงในตอนที่ผมตายไป เพราะว่า ยิ่งผมทำงานหนักมากแค่ไหน ก็เท่ากับว่าผมได้ใช้ชีวิตได้เต็มที่มากแค่นั้น ผมรื่นเริงเบิกบานในการใช้ชีวิตนี้ก็เพื่อประโยชน์ในการมีชีวิต สำหรับผมเอง ชีวิตมิใช่เทียนไขแท่งหนึ่งที่สั้นๆ แต่มันเป็นคบเพลิงที่สว่างไสวที่ผมต้องการชูให้สูงเด่นในตอนนี้ และผมก็ต้องการทำให้มันโชติช่วงมากที่สุดก่อนที่จะส่งต่อไปยังปวงชนรุ่นต่อไป”
ประสิทธิ์ คชโคตร
9 กรกฎาคม 2564
บางแค กรุงเทพมหานคร


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น