วันเสาร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2564

ต้องเลียนแบบการกระทำของเด็ก Model A Child



เมื่อไม่นานมานี้ ผมพา Colby ลูกชายของผมไปทานอาหารกลางวันที่ภัตตาคารอิตาเลี่ยนแห่งหนึ่ง

วันนั้นเป็นวันที่อากาศดีมากในฤดูใบไม้ร่วง และลูกชายของผมก็กระปรี้กระเปร่าและอารมณ์ดีเป็นพิเศษเช่นเคย


เราต่างก็สั่งพาสตาร์เป็นเมนคอร์ส แล้วก็เริ่มรับประทานขนมปังอบใหม่ๆที่พนักงานนำมาเสิร์ฟ ผมเองไม่รู้หรอกครับว่า Colby กำลังจะให้บทเรียนแก่พ่อของเขาเกี่ยวกับศิลปะในการดำเนินชีวิต




แทนที่จะรับประทานขนมปังทั้งก้อนแบบที่ผู้ใหญ่รับประทานกัน  Colby มีวิธีการรับประทานขนมปังที่สร้างสรรค์กว่า เขาควักเอาเนื้อที่ยังอุ่นและนุ่มจากด้านในแล้วปล่อยเปลือกนอกขนมปังทิ้งเอาไว้  กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือเขามีภูมิปัญญาที่จะเน้นที่จุดที่อร่อยที่สุดของขนมปัง ส่วนอื่นก็เอาทิ้งไป  ครั้งหนึ่งเคยมีคนพูดกับผมในวงสัมมาว่า “ เด็กๆมาพบกับพวกเราอย่างมีวิวัฒนาการมากกว่าพวกผู้ใหญ่ เพื่อที่จะให้บทเรียนที่เหมาะสมกับเรา”


และในวันที่ดีๆวันนั้น  ลูกน้อยของผมก็ให้บทเรียนว่าในฐานะที่เป็นผู้ใหญ่ พวกเรามัวสนใจ ”เปลือก หรือ กระพี้” ของชีวิตมากเกินไป แทนที่จะสนใจสิ่งดีๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิตในแต่ละวัน เราสนใจที่ปัญหาเรื่องงาน สนใจบิลเรียกเก็บเงินที่ต้องจ่าย และปัญหาการไม่มีเวลาในการทำสิ่งที่จำเป็นต้องทำ

แต่ความคิดเหล่านี้ก็สร้างสิ่งแวดล้อมของเราขึ้น และสิ่งที่เราคิดถึงและกังวลใจก็เกิดขึ้นในชีวิตของเราจริงๆ

สิ่งแย่ๆที่เราหมกมุ่นก็จะมีอิทธิพลในการกำหนดชะตาชีวิตของเรา ดังนั้น เราต้องหันมาสนใจแต่สิ่งที่ดีๆ


ในสัปดาห์หน้า

เราต้องจัดเวลาหาทางเชื่อมต่อเข้ากับด้านที่ ”ขี้เล่นมากขึ้น” ของตัวเอง คือ เชื่อมต่อกับด้านที่มีนิสัยเด็กๆของเรา โดยต้องหาเวลาศึกษาลักษณะที่สร้างสรรค์ของเด็กๆให้มากขึ้น เสร็จแล้วเลียนแบบการมีพลังในการเคลื่อนไหว การจินตนาการ และการดื่มด่ำกับอารมณ์ปัจจุบันโดยไม่สนใจว่าอะไรจะเกิดขึ้นรอบข้าง 


และในเวลาที่คุณเชื่อมต่อกับความเป็นเด็กนี้ ต้องไม่ลืมคำกล่าวของ Leo Rosten ที่ตั้งข้อสังเกตว่า


“คุณจะเข้าใจคนอื่นและเห็นใจคนอื่นมากขึ้นหากคุณมองเขาในฐานะที่เขาเป็นเด็ก โดยไม่เกี่ยงว่าความเป็นเด็กๆของพวกเขาจะประทับใจคุณลึกซึ้งมากแค่ไหนก็ตาม

ทั้งนี้เพราะว่า เราทุกคนต่างก็ไม่ได้เติบโต หรือมีวุฒิภาวะมากนัก เราก็แค่มีความสูงเพิ่มขึ้น”

โอ ... ขอให้เชื่อเถอะ ว่าพวกเราหัวเราะน้อยไป เราเล่นน้อยไป และเราใส่หน้ากากเข้าหากันแบบผู้ใหญ่ แต่ภายใต้อาภรณ์ภัณฑ์ พวกเรายังเป็นเด็กๆเหมือนเดิม 


ต้องเป็นเด็กๆที่มีความต้องการแบบธรรมดา คือ มีชีวิตประจำวันยังอธิบายผ่านเทพนิยายแฟรีเทล!


&&&&&&&&

ประสิทธิ์ คชโคตร แปลจาก Life Lessons From The Monk Who Sold His Ferrari 

อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์

10 กันยายน 2564



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น