วันพฤหัสบดีที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2564

 เรื่องโปรถูกตัดสิบแต้มนี้ทำให้ผมนึกถึง ข้อเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาครับ


บทที่ 34 


ต้องสนุกกับการทำงานไปด้วย มิใช่มุ่งหวังแต่รางวัลในตอนจบ


 Enjoy The Path, Not Just The Reward


,$$$$$$$$


ในการทำงานของผม มักมีคนขอให้ผมสอนวิธีการตั้งเป้าหมาย และการบรรลุเป้าหมาย แต่เมื่อผมถามกลับว่า ทำไมการบรรลุเป้าหมายมีความสำคัญอย่างไร? 

 ผู้ฟังมักตอบผมว่า 


“เพราะว่าการได้รับสิ่งที่ผมต้องการ ทำให้ผมมีความสุข”


คำตอบนี้เป็นจริงเพียงบางส่วน การได้รับสิ่งที่เราต้องการทำให้เกิดนึกถึงมาตรการวัดความสุขขึ้น ข้อนี้จึงเป็นคำตอบที่ไม่ตรงเป้า






คุณค่าที่แท้จริงของการตั้งเป้าหมายและการบรรลุเป้าหมายไม่ใช่อยู่ที่รางวัลตอบแทนที่เราได้รับ

แต่อยู่ที่เมื่อมีการบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้แล้ว คุณจะมีสภาพเป็นอย่างไร 


ข้อแตกต่างระหว่างการบรรลุเป้าหมาย กับ”สภาพที่เกิดขึ้น” หลังการบรรลุเป้าหมายนี้ ทำให้ผมเองสนุกกับการเดินทาง หรือสนุกสนานในระหว่างการทำงานเพื่อบรรลุเป้าหมายด้วย 


ขณะเดียวกันความแตกต่างกันนี้ ก็ทำให้ผมมีสติและมีความมุ่งมั่นอยู่กับงานอาชีพและชีวิตส่วนตัวของผมด้วย


ดังที่นักปรัชญาคนหนึ่งที่ผมชื่นชอบ คือ

Ralph Waldo Emerson ท่านตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่า


“รางวัลตอบแทนที่จะได้รับจากสิ่งที่เราทำงานประสบผลสำเร็จ ก็คือการได้ทำงานนั้นให้สำเร็จผล”


เมื่อคุณบรรลุเป้าหมายอย่างใดอย่างหนึ่งได้แล้ว ไม่ว่าเป้าหมายนั้นจะเป็นการเป็นผู้นำที่ฉลาดขึ้น หรือการเป็นบิดามารดาที่ดีขึ้น คุณก็จะฉลาดขึ้น หรือดีขึ้นในระหว่างที่คุณดำเนินการตามกระบวนการเพื่อการบรรลุเป้าหมายนั้น


บ่อยครั้งที่คุณไม่สามารถจะหยั่งรู้ถึงการเติบโตขึ้น ฉลาดขึ้น และดีขึ้นในระหว่างกระบวนการที่นำไปสู่เป้าหมายนี้ได้ 


แต่อย่างไรก็ดี การเติบโตจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน


ดังนั้น แทนที่เราจะยินดีกับรางวัลตอบแทนหรือผลลัพธ์ที่ได้จากการบรรลุเป้าหมายนี้เพียงอย่างเดียว ผมก็ขอให้ทุกๆคนหันมาให้ความสำคัญกับความจริงที่ว่า 

กระบวนการหรือกิจกรรมทั้งหลายในขั้นตอนต่างๆ ที่ช่วยสนับสนุนให้เราบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้นี้ มีส่วนส่งเสริมให้เรา”มีการพัฒนาตนเองเพิ่มขึ้น” อย่างไรบ้าง

&&&&&&$&


ประสิทธิ์ คชโคตร แปล

จา ก  Life Lessons From  The Monk Who Sold His Ferrari 

1 มิถุนายน 2564

บางแค

กรุงเทพมหานคร





วันพุธที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2564

ต้องหัวเราะให้มากขึ้น Laugh More

 บทที่ 20

ต้องหัวเราะให้มากขึ้น

Laugh More 


การวิจัยชิ้นหนึ่ง พบว่า เด็กอายุ 4 ขวบทุกคนหัวเราะวันละ 300 ครั้ง แต่ผู้ใหญ่ส่วนมากหัวเราะเพียงวันละ 15 ครั้ง

การมีภารกิจนานาประการ มีความเครียด และมีกิจกรรมหลายๆอย่างตลอดทั้งวัน ทำให้คนเราลืมการหัวเราะไป 

การสนุกสนานรื่นเริงตลอดทั้งวัน เป็นการทำให้คนเรามีอารมณ์ดีมากขึ้น ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และทำให้เรามีพลังงานเพิ่มมากขึ้น 

ข่าวชิ้นหนึ่งบอกว่า ดาวตลกชื่อ Steve Martin หัวเราะหน้ากระจกวันละ 5 นาที ในตอนเช้าทุกๆวัน เพื่อเรียกมุกตลกของเขาในแบบที่สุดๆ (ต้องลองดูนะครับ มันได้ผลจริงๆ) 

การฟื้นฟูสภาพร่างกายโดยอาศัยความสนุกสนานรื่นเริงนี้เป็นวิธีที่ใช้บำบัดอาการป่วยหนักมานานแล้ว 


Williams James บิดาแห่งจิตวิทยาสมัยใหม่ กล่าวไว้ว่า 


“คนเราไม่ได้หัวเราะเพราะว่ามีความสุข แต่เรามีความสุขเพราะว่าเราหัวเราะ”


เพื่อนผมคนหนึ่งเป็นที่ยอมรับในบรรดาเพื่อนๆว่าเขาเป็นคนฉลาดมาก เขาตั้งปณิธานตอนปีใหม่ว่าเขาจะหัวเราะมากขึ้น ทุกสองสามสัปดาห์เขาจะแวะไปที่ร้านเช่าวีดิโอ แล้วเช่าหนัง Three Stooges ( สามเกลอขายหัวเราะ) และซื้อหนังสือขำขันเล่มใหม่ หลังจากนั้นเขาก็จะสนุกอยู่กับมันเมื่อมีเวลาว่าง 

โดยที่เขาเป็นคนมองโลกในแง่ดีอยู่แล้ว เขาสังเกตเห็นว่าตัวเองมีความสุขมากขึ้นและหัวเราะมากขึ้นหลังจากเขาริเริ่มตั้งปณิธานดังกล่าว


จากความสนุกสนาน ความมีอารมณ์ขันที่เขาเข้าไปคลุกคลี และจากการมีความรู้สึกใหม่ๆหลังจากการปฏิบัติเช่นนี้ เขาเริ่มมองเห็นด้านที่ดีและเรียบง่ายของสิ่งต่างๆ  รวมทั้งไม่มีความเครียดจากงานอาชีพเหมือนแต่ก่อน


ทั้งหมดนี้ ทำให้เขามีมาตรฐานการดำรงชีวิตดีขึ้น และมีประสิทธิภาพสูงขึ้น








ทดลองทำตามวิธีการปฏิบัติของเพื่อนผมดูนะครับ โดยลองไปที่ร้านค้าใกล้บ้านแล้วหาซื้อวีดิโอตลก หรือไม่ก็เปิดมือถือดูรายการตลก ซื้อหนังสือขำขัน หรือขายหัวเราะ หรือดูรายการ Far Side ของ Gary Larson หรือ การ์ตูนดิลเบอร์ด เพื่อกระตุ้นนิสัยที่ร่าเริงสนุกสนานของคุณ 



ต้องหันมาฟื้นฟูความสัมพันธ์กับด้านที่รักความสนุกสนานรื่นเริงของตัวเองนะ ...

ทุกคน

&&&&&&&&

ประสิทธิ์ คชโคตร แปลและเรียบเรียง จาก Life Lessons From The Monk Who Sold His Ferrari 

20 พฤษภาคม 2564

บางแค

กรุงเทพมหานคร


วันอังคารที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2564

มองปัญหาให้เป็นดั่งคำอำนวยพร See Your Troubles As Blessings





 


ในการสัมมนาที่ผมจัดขึ้น ผมมักถามผู้เข้าสัมมนาด้วยคำถามว่า 

มีใครบ้างที่เห็นด้วยกับผมว่า เราเรียนรู้ได้มากที่สุดจากประสบการณ์ที่ยุ่งยากมากที่สุด

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าผู้เข้าสัมมนาเกือบร้อยทั้งร้อยต่างยกมือเห็นด้วย แม้ว่าจะได้คำตอบเช่นนี้แล้ว ผมก็ยังสงสัยอยู่เสมอว่าในฐานะที่เป็นมนุษย์ ทำไมเราจึงต้องเสียเวลามากมายไปสนใจสิ่งที่ไม่ดีจากประสบการณ์ที่ยุ่งยากมากที่สุดดังกล่าว แทนที่จะมองว่าจริงๆ แล้วความยุ่งยากทั้งหลายมันเป็นครูที่สุดยอดที่สุดของเรา


คุณอาจจะยังไม่ได้มีภูมิปัญญาและความรู้เหมือนที่มีอยู่ในวันนี้ ถ้ามิใช่เพราะปัญหาอุปสรรคที่คุณได้พบ มิใช่เพราะความผิดพลาดที่คุณได้กระทำลงไป รวมทั้งความทุกข์ทรมานที่คุณอดทนมา 


นับแต่นี้ไป เราต้องจดจำว่าปัญหาอุปสรรคคือครูที่ดีและความล้มเหลวคือเส้นทางสู่ความสำเร็จ คนเราไม่มีทางเล่นกีตาร์เป็นถ้าไม่เล่นผิดคีย์ครั้งแล้วครั้งเล่าเสียก่อน คุณไม่มีทางพายเรือเป็นถ้าไม่ทำเรือล่มซ้ำซากเสียก่อน ต้องเริ่มต้นมองปัญหาให้เป็นดั่งคำอำนวยพร ต้องตั้งใจที่จะเปลี่ยนอุปสรรคให้เป็นบันไดขั้นแรกที่จะเดินหน้าอีกก้าวหนึ่ง และต้องประกาศที่จะเปลี่ยนบาดแผลให้เป็นภูมิปัญญา


ผมเองก็เหมือนกับคนอื่นๆ ที่เคยพบกับความเจ็บปวดในระหว่างที่เดินบนเส้นทางชีวิต แต่ผมก็พยายามเตือนตัวเองเสมอว่าบุคลิกภาพของเรามิใช่จะถูกหล่อหลอมจากประสบการณ์ที่สะดวกสบาย แต่มันจะถูกหล่อหลอมจากประสบการณ์ที่ทรมานแสนสาหัสมากที่สุด เรามักจะค้นพบตัวตนที่แท้จริงและความเข้มแข็งของจิตใจ เมื่อเราต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายที่โหดร้าย


ถ้าคุณกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาชีวิตของคุณเอง ด้วยความเคารพยิ่ง ผมขอเสนอให้พิจารณาถ้อยคำต่อไปนี้ของ Rainer Maria Rilke ซึ่งเป็นถ้อยคำที่มีประโยชน์สำหรับผมมากในยามที่ชีวิตเดินทางเข้ามาถึงจุดเปลี่ยน


... ต้องอดทนกับทุกๆสิ่งในใจที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้ ต้องพยายามรักชอบที่ตัวปัญหา เช่น ห้องที่ถูกล็อก หรือหนังสือที่เขียนด้วยภาษาต่างประเทศ ต้องไม่รีบร้อนแสวงหาคำตอบ ที่ยังไม่มีใครสามารถจัดให้ได้ ทั้งนี้ก็เพราะว่าเรายังไม่ได้ดื่มด่ำอยู่กับคำตอบ ยังไม่ได้หล่อเลี้ยงให้ชีวิตแก่คำตอบ การให้คำตอบเป็นปัญหาเกี่ยวกับการเรียนรู้ทุกๆสิ่งทุกๆอย่าง ในระหว่างนี้ คุณต้องอยู่กับปัญหาเสียก่อน อาจบางที คุณจะได้คืบคลานมาพบกับคำตอบในอนาคตอันใกล้นี้ก็เป็นได้

&&&&&&&&

ประสิทธิ์ คชโคตร แปล จากบทที่ 19 ของหนังสือ Life Lessons From The Monk Who Sold  His Ferrari

ลุมพินีปาร์ค

บางพลัด

กรุงเทพมหานคร

19 พฤษภาคม 2564

0601 น.







วันเสาร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2564

ต้องตื่นเช้าเสมอ Get Up Early

 



การตื่นแต่เช้าเป็นของขวัญที่เรามอบให้แก่ตัวเอง กล่าวกันว่าการมีวินัยเรื่องอื่นๆไม่มีพลังในการเปลี่ยนแปลงชีวิตมากเท่ากับการตื่นเช้าเป็นประจำ 


ช่วงเวลาสองสามชั่วโมงในตอนเช้ามีมนต์ขลังอย่างบอกไม่ถูก เวลาในช่วงนี้ดูเหมือนจะเดินช้าลงกว่าปกติ และบรรยากาศก็ดูสงบนิ่งกว่าเวลาอื่นๆ

ถ้าคุณมีโอกาสเป็นสมาชิกชมรม Five O’clock Club หรือ ชมรมตื่นตีห้า คุณจะควบคุมการใช้เวลาของตนได้ดีขึ้น แทนที่จะปล่อยให้เวลาควบคุมคุณ การชนะใจตัวเองได้ตั้งแต่เช้าตรู่และการปลุกสติให้รู้สึกตัวจนตื่นแต่เช้าได้ จะทำให้เรามีเวลาที่สงบเงียบอย่างน้อย 1 ชั่วโมงในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของแต่ละวัน ซึ่งหมายถึงตอนเริ่มต้นของวันใหม่

ถ้าคุณเริ่มต้นวันใหม่ได้อย่างฉลาด เวลาที่เหลือก็จะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่แสนวิเศษ 

ในหนังสือ “หลวงพี่ที่ขายรถยนต์สปอร์ตเฟอร์รารี” ผมได้ท้าทายผู้อ่านให้ตื่นพร้อมกันกับดวงอาทิตย์ และ แนะนำ ให้ต้องตื่นแต่เช้าเสมอ

Get Up Early  หลายประการเพื่อช่วยให้ท่านเหล่านั้นสามารถปลูกฝังระเบียบวินัยชีวิตดังกล่าวได้






จากจดหมาย อีเมล์และแฟกซ์ ของผู้อ่านที่พัฒนาคุณภาพชีวิตตัวเองด้วยการตื่นตีห้าเป็นประจำ ที่ผมได้รับเข้ามา ผมสามารถกล่าวได้ว่า การตื่นเช้าเป็นหลักการแห่งความสำเร็จที่คุ้มค่าจริงๆที่สมควรทำให้เป็นวิถีชีวิตของเรา การตื่นเช้าจะทำให้เราเข้าไปเป็นสมาชิกวงการของผู้มีอิทธิพลสูงที่สุดในยุคของเรา 

คนที่ตื่นแต่เช้าที่เราจะเข้าไปร่วมกิจกรรมเหล่านี้ ได้แก่ มหาตมะ คานธี โธมัส เอดิสัน เนลสัน แมนเดลา เทต เทิร์นเนอร์ และ แมรี่ เค แอช เป็นต้น


ผู้ที่อ่านหนังสือ The Monk ท่านหนึ่งเป็นผู้บริหารด้านการตลาด เขียนจดหมายมาถึงผม เธอบอกว่า  ระดับความเครียดของเธอลดลงอย่างมากหลังจากที่เธอเริ่มต้นตื่นแต่เช้า การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลให้ทีมงานของเธอทำพิธีมอบป้ายตำแหน่งพิเศษให้เธอโดยเขียนข้อความว่า 


“แด่ MIP หรือ Most Improved Player ของเรา ไม่ว่าจะกำลังทำอะไรอยู่ ต้องทำต่อไปอีกนะ คุณคือแรงบันดาลใจของพวกเรา”


ในฐานะนักตื่นสายตัวยง เธอประกาศความตั้งใจที่จะเลิกนอนยาว หรือ นอนกินบ้านกินเมือง แล้วเริ่มต้น ชดเชยเวลาที่เคยสูญเสียไปจากการนอนทอดหุ่ยอยู่ใต้ผ้าห่มมานานแสนนาน 


ดังนั้น ในขณะที่คนในครอบครัวของเธอ และโลกทั้งใบกำลังหลับไหล นักบริหารท่านนี้ เริ่มตื่นนอนเวลา 6 นาฬิกา ต่อมาก็ตื่นตอน 5.30 นาฬิกา และในที่สุดก็ตื่นนอนตอนตีห้า 


ในระหว่างเวลาว่างที่เกิดจากการตื่นแต่เช้านี้ เธอจะทำกิจกรรมต่างๆที่เธอต้องการทำแต่ยังไม่สามารถหาเวลาได้

เช่น เธอจะฟังเพลงคลาสสิกบ้าง เขียนจดหมายบ้าง อ่านหนังสือคลาสสิคบ้าง เดินออกกำลังกายบ้าง สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงบางส่วนของกิจกรรมที่ช่วยหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณและฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับสิ่งที่เคยหลงลืมไป


จากการตื่นนอนแต่เช้านี้ เธอเริ่มหันมาสนใจตัวเองมากขึ้น การทำเช่นนี้ทำให้เธอเปลี่ยนแปลงจนกลายเป็นแม่  เป็นภริยา และเป็นผู้บริหารที่ดีขึ้นกว่าเดิม อย่างผิดสังเกต


เพื่อที่จะปลูกฝังนิสัยการตื่นแต่เช้า สิ่งแรกที่เราต้องไม่ลืม คือ คุณภาพสำคัญกว่าปริมาณ  การนอนหลับอย่างสนิทจริงๆเพียงหกชั่วโมง ดีกว่าการนอนถึงสิบชั่วโมงแต่ไม่ได้พักผ่อนอย่างแท้จริง


ต่อไปนี้เป็นข้อแนะนำสี่ประการ ที่จะช่วยให้คุณหลับได้สนิทมากขึ้น

1.อย่าย้อนคิดทบทวนหรือซ้อมการแสดงกิจกรรมที่ผ่านมาตลอดทั้งวันในใจเพื่อพยายามหลับให้ลง

2.อย่ากินอาหารหลังสองทุ่ม  ถ้าคุณหิวจัดให้ทานพวกซุบต่างๆแทน

3.อย่าดูข่าวทีวีก่อนเข้านอน

4.อย่าอ่านหนังสือบนที่นอน

ต้องให้เวลาตัวเองสักสองสามสัปดาห์ก่อนที่ความประพฤตินี้จะติดเป็นนิสัย

การพูดว่าคุณจะพยายามตื่นแต่เช้าแต่หลังจากนั้นเพียง 7 วันก็ล้มเลิกความตั้งใจโดยอ้างว่าเพราะมันเป็นสิ่งที่ ทำได้ยาก ก็เหมือนกับการกล่าวว่าคุณพยายามเรียนภาษาฝรั่งเศสแค่หนึ่งสัปดาห์ก็เลิก เพราะเรียนภาษามาตั้งหนึ่งสัปดาห์แล้วคุณยังพูดภาษาฝรั่งเศสไม่ได้เลย


การเปลี่ยนแปลงชีวิตนั้น เราต้องใช้ทั้งเวลา ความพยายามและความอดทน  แต่ผลลัพธ์ที่จะได้ในตอนสุดท้ายก็จะทำให้เราเห็นว่าความกดดันในตอนเริ่มต้นที่เราได้เรียนรู้นั้น มีค่าเหมาะสมแล้ว

&&&&&&&&

ประสิทธิ์ คชโคตร แปล จาก The Monk Who Sold His Ferrari 

18 พฤษภาคม 2564

ลุมพินีปาร์ค

บางพลัด

กรุงเทพมหานคร











วันศุกร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2564

ลองคิดถึงชุมชนในฝันของตน Think About Your Idéal Neighborhood

 

กิจกรรมอย่างหนึ่งที่ผมชอบทำในระหว่างที่ผมกำลังแสวงหาตัวเองอยู่ คือการจดรายชื่อคนที่ผมต้องการให้เขามาเป็นเพื่อนบ้านเรือนเคียงในชุมชนของเรา




คนเหล่านี้มีทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่และที่ล่วงลับไปแล้ว แต่เป็นคนที่ผมอยากให้แวะเข้ามาทานกาแฟหรือชาด้วยกันคนละแก้วและเล่าเรื่องตลกขำขันสู่กันฟังเป็นครั้งคราว 



กิจกรรมการเขียนรายชื่อเพื่อนบ้านในฝันนี้ จะทำให้ผมคิดวิเคราะห์ถึงค่านิยมและลักษณะที่สำคัญที่สุดของคนที่ผมเคารพนับถือเหล่านี้ 


การคิดแบบนี้ทำให้ผมได้รู้จักตัวเองดีขึ้น อีกทั้งยังเป็นวิธีการที่สนุกในการใช้เวลาประมาณ 30 นาทีในชีวิตของผม

ต่อไปนี้เป็นรายชื่อเพื่อนบ้านในฝันของผมครับ


1.Norman Vincent Peale นักเขียนนามกระเดื่อง เจ้าของหนังสือ ชื่อ The Power Of Positive Thinking 

2.Henry David Thoreau นักปรัชญาเรืองนามชาวอเมริกัน ผู้เขียนหนังสือ เรื่อง Walden หนังสือขวัญใจของผม

3. Baltasar Gracian นักวิชาการเยซูอิท ที่กลายเป็นนักเขียนชื่อดังชาวสเปน

4.ㆍBillie Holiday นักร้องเพลงแจ๊สชื่อก้องโลก

5.Nelson Mandela นักต่อสู้เพื่ออิสรภาพ

6., Og Mandino นักเขียนแนวพัฒนาตนเอง เจ้าของหนังสือคลาสสิคชื่อ A Better Way to Live and University of Success

7.Mother Teresa นักมนุษยชนนิยมผู้ทรงเกียรติ

8. Richard Branson มหาเศรษฐีนักผจญภัยชาวอังกฤษ

9.Pierre Elliott Trudeau นายกรัฐมนตรีผู้หลากสีสันของประเทศแคนาดา

10.Miles Davis นักดนตรีทรัมเป็ตระดับตำนาน 

11.ㆍMuhammad Ali นักชกแชมเปี้ยนโลก

12.Benjamin Franklin รัฐบุรุษนามกระเดื่องชาวอเมริกัน

ต่อไปนี้ ให้คุณหยิบปากกาขึ้นมาเขียนรายชื่อเพื่อนบ้านในฝันของคุณ คนที่คุณต้องการให้มาอาศัยอยู่ในชุมชนเดียวกัน

จากนั้นให้คิดถึงคุณสมบัติของคนเหล่านี้ที่เด่นๆ ที่คุณชื่นชอบจนอยากให้เขามาเป็นเพื่อนบ้าน และต่อด้วยการบันทึกวิธีการที่คุณจะพัฒนาตนเองเพื่อให้เป็นคนแบบนั้นบ้าง 

บันไดขั้นแรกของการบรรลุวิสัยทัศน์ของคนเราก็คือ

การระบุวิสัยทัศน์ให้ได้เสียก่อน 

และการที่คุณจะเปลี่ยนตัวเองให้เป็นบุคคลที่คุณต้องการที่จะเป็นจริงๆได้ ก็คือ การระบุลักษณะที่สำคัญๆ ของบุคคลที่คุณต้องการที่จะเป็นให้ได้เสียก่อน

&&&&&&&&

ประสิทธิ์ คชโคตร แปล จาก Life Lessons FromThe Monk Who Sold His Ferrari 

 September 18, 2021

Kalasin

Thailand




วันพฤหัสบดีที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2564

บทที่ 16 เรียนรู้ที่จะปิดวาจา Learn To Be Silent


William Wordsworth นักเขียนชื่อดังชาวอังกฤษ ตั้งข้อสังเกตแบบนักปราชญ์ไว้ว่า


 “ในยามที่เราก่อเกิดมาเป็นตัวตนนั้น เรามักจะอยู่ในโลกที่วุ่นวายสับสนเป็นเวลายาวนาน เป็นโลกที่เราเบื่อหน่ายแม้แต่ความยินดี ในเวลาที่เราสับสนเช่นนี้ การปลีกวิเวกจะมีความสง่างาม และมีความอ่อนโยนอย่างยิ่ง”


คุณจำได้ไหมว่าตอนไหนที่คุณหาเวลาไปอยู่ในความเงียบและสงบนิ่งครั้งล่าสุด ตอนไหนที่คุณแบ่งเวลามาปลีกวิเวกเพื่อแสวงหาความสงบ เพื่อรวบรวมสมาธิ และฟื้นฟูความมีชีวิตชีวาให้แก่ร่างกาย จิตใจ และวิญญาณของตน












วัฒนธรรมแห่งภูมิปัญญาที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลายทั้งปวงในโลกนี้ ต่างสรุปความเห็นตรงกันว่า เพื่อเป็นการรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับตัวตนที่แท้จริงของเรา และเพื่อให้เราได้พบกับความเจริญรุ่งเรืองในตัวเองนั้น เราจำเป็นต้องมีเวลาอยู่กับความสงบระงับอย่างสม่ำเสมอ


จริงอยู่ คนเรามักมีงานยุ่งเป็นประจำ แต่ก็ดังที่ Thoreau นักปราชญ์ชาวอเมริกัน เคยกล่าวไว้ว่า


“การมีงานยุ่งยังไม่ใช่ข้อแก้ตัวที่มีเหตุผลเพียงพอ เพราะว่ามดมันก็มีงานยุ่งเหมือนกัน ปัญหาอยู่ที่ว่าคุณมีงานยุ่งเรื่องอะไร”


ความสำคัญของการรู้จักสงบนิ่งนี้ทำให้ผมนึกถึงผู้ดูแลประภาคารผู้สูงวัยคนหนึ่ง  ชายผู้นี้มีน้ำมันเชื้อเพลิงที่จำเป็นต้องใช้เหลืออยู่ไม่มากสำหรับจุดไฟสัญญาณของประภาคารเพื่อส่องทางให้แก่เรือที่สัญจรไปมา 

วันหนึ่งมีชายคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ใกล้ประภาคารมาขอแชร์น้ำมันเชื้อเพลิงที่หวงแหนนี้เพื่อไปให้แสงสว่างที่บ้านส่วนตัวของเขา ซึ่งผู้ดูแลประภาคารก็เอื้อเฟื้อให้น้ำมันเชื้อเพลิงแก่ชายคนนี้ไป 


คืนต่อมาคนเดินเรืออีกคนหนึ่งก็มาขอแบ่งน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อให้เรือสามารถเดินทางต่อไปได้


ผู้ดูแลประภาคารก็ยินยอมแบ่งน้ำมันเชื้อเพลิงให้ชาวเรือคนนี้ไปอีก 


คืนต่อมาแม่บ้านคนหนึ่งมาเคาะประตูปลุกผู้ดูแลประภาคารกลางดึก เพื่อขอแบ่งน้ำมันเชื้อเพลิงไปให้แสงสว่างที่บ้านและประกอบอาหารเลี้ยงคนในครอบครัว 

ผู้ดูแลประภาคารก็ยินยอมให้น้ำมันเชื้อเพลิงแก่แม่บ้านคนนี้ไปอีกเช่นกัน


ไม่นานน้ำมันเชื้อเพลิงของผู้ดูแลประภาคารก็หมด และไฟประภาคารก็ดับลง เรือหลายลำหลงทาง เกิดอุบัติเหตุและคนจำนวนมากเสียชีวิต เพราะว่าผู้ดูแลประภาคารลืมจุดเน้นหนักของตนไป


เขาลืมนึกถึงลำดับความสำคัญเร่งด่วนของตน เขาละเลยหน้าที่หลักของตน ทำให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวง


คนเราต้องหาประสบการณ์เกี่ยวกับการปลีกวิเวก แม้จะปลีกวิเวกเป็นเวลาแค่วันละไม่กี่นาที ก็จะทำให้เรามีสติอยู่กับงานที่มีลำดับความสำคัญเร่งด่วนอันดับแรก และช่วยให้คุณตัดสิ่งที่ไม่มีความสำคัญที่ทับถมเข้ามาในชีวิตของเราออกไปได้


อีกอย่างหนึ่ง การบอกว่าคุณไม่ว่าง ไม่มีเวลา ที่จะสงบระงับอย่างสม่ำเสมอ มันก็ไม่ต่างอะไรกับการบอกว่า คุณยุ่งอยู่กับการขับรถจนไม่มีเวลาแวะสถานีบริการเพื่อเติมน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งในที่สุดคุณก็จบเห่เข้าจนได้ (!)

&&&&&&&&

ประสิทธิ์ คชโคตร แปล

16 พฤษภาคม2564

บางแค

กรุงเทพมหานคร










วันพุธที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2564

เอาใจใส่วัดของเราให้ดี Care For The Temple

 




เมื่อประมาณสองสามเดือนที่ผ่านมา ผมไปรับประทานอาหารกลางวันกับเพื่อนคนหนึ่งที่ในวงการนักพูดอาชีพ ในระหว่างที่สนทนากันเกี่ยวกับวิธีการทำให้เรามีสมาธิสมาธิให้ได้มากที่สุดท่ามกลางวาระงานที่ยุ่งเหยิงของเรา 






เพื่อนท่านนี้แสดงความคิดเห็นที่น่าสนใจมาก ว่า 

“โรบินครับ ... คนอื่นๆ เขาไปวัด ไปโบสถ์กันเป็นประจำ เพื่อว่าจะทำให้ชีวิตมีสิ่งยึดเหนี่ยวและมีเป้าหมาย ส่วนผมเองจะแปลกไปนิดหน่อย คือผมจะไปโรงยิม โรงยิมเป็นเหมือนวัดของผม”


เขาเล่าต่อว่า ไม่ว่างานจะยุ่งมากแค่ไหน พอถึง ห้าโมงครึ่ง เขาก็จะปิดประตูออฟฟิศ แล้วออกธุดงค์ไปโรงยิมเพื่อออกวิ่งบนสายพาน ไม่มีอะไรที่จะมาหยุดเขาไว้ไม่ให้ใช้เวลาทำกิจกรรมเพื่อประกันสุขภาพและประกันความสุข


การตั้งข้อสังเกตของเพื่อนท่านนี้ทำให้ผมคิดถึงคำกล่าวของชาวโรมันในสมัยโบราณที่ผมเคยอ้างไว้ในหนังสือเล่มแรกของผมที่ชื่อ Mega Living ว่า “ Mens Sana incorporé sano”  แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า ‘ In a sound body rests a sound mind.’ ในภาคภาษาไทย คือ “จิตที่แจ่มใส อยู่ในร่างกายที่แข็งแรง”


คำกล่าวนี้ทำให้ผมคิดได้ว่า ร่างกายของเราก็ต้องการให้เราดูแลเอาใจใส่และนับถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธ์เหมือนกับศาสนสถาน ถ้าเราประสงค์จะดำรงชีวิตอย่างมีความสุข ความสมบูรณ์


การออกกำลังกายเป็นประจำ ไม่ใช่แค่ส่งเสริมสุขภาพ แต่ยังช่วยให้การคิดของเราแจ่มใส ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ และสามารถจัดการความเครียดที่มีมากตลอดทั้งวัน


การวิจัยรายการหนึ่ง พบว่าการออกกำลังกายสามารถยืดอายุให้ยืนยาวได้ เพิ่มอายุได้มากขึ้น การศึกษาชีวิตของศิษย์เก่ามหาวิทยาลัย Harvard 18,000 คน พบว่า ทุกๆชั่วโมงที่ออกกำลังกายสามารถเพิ่มอายุของกลุ่มตัวอย่างได้อีกสามชั่วโมง 



ไม่มีการลงทุนอื่นที่สามารถให้ผลตอบแทนได้มากเท่ากับการออกกำลังกาย


และต้องไม่ลืมว่า ผู้ที่ไม่หาเวลาเพื่อการออกกำลังกาย แน่นอนว่าเขาจะต้องหาเวลาเพื่อการเจ็บป่วย


สำหรับตัวผมเอง ผมกำหนดข้อปฏิบัติไว้ว่าจะต้องว่ายน้ำสัปดาห์ละห้าครั้ง 

มันมีอะไรบางอย่างที่วิเศษอย่างยิ่งเกี่ยวกับการฟื้นฟูสุขภาพพลานามัยที่ได้รับจากการว่ายน้ำที่ผมเองก็บอกไม่ถูก 


ผมอยากบอกว่าผมหวังที่จะบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้นี้ทุกๆสัปดาห์ แต่ผมก็ยังทำไม่สำเร็จ

อย่างไรก็ดี การมีเป้าหมายที่สูงเด่นมากเช่นนี้ทำให้ผมหันมาให้ความสำคัญต่อการมีความเป็นอยู่ที่ดี การมีสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรง โดยเชื่อมั่นว่ามันเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดี


จากการปฏิบัติตามแผนที่กำหนดไว้อย่างมีวินัย ไม่ขาดตกบกพร่อง ทำให้ ทุกๆครั้งที่ออกกำลังกายในสระว่ายน้ำ บังเกิดผลลัพธ์แบบเดียวกันตลอดมา คือ ผมรู้สึกมีพลังมากขึ้นกระชุ่มกระชวยมากขึ้น มีความสมดุลย์ และมีความสุขมากขึ้น

และในแต่ละชั่วโมงของการออกกำลังกาย ทำให้รู้สึกเกิดมุมมองที่มีค่าอย่างหาที่เปรียบไม่ได้



หลังจากว่ายน้ำไป 40 นาทีแล้ว ปัญหาหลายอย่างที่เผชิญหน้าอยู่ตลอดทั้งวันกลับกลายเป็นปัญหาที่เล็กน้อยลง ความกังวลใจที่เคยมีก็เบาบางลง และผมก็กลับมาอยู่กับปัจจุบันขณะได้อย่างสบายใจ

การลงมือเอาใจใส่ร่างกายของเรา “การดูแลวัดของเรา” เตือนให้ผมรู้ว่า ความสุขสูงสุดในชีวิตมักจะเป็นความสุขจากสิ่งที่ธรรมดาสามัญที่สุด

&&&&&&&&

ประสิทธิ์ คชโคตร แปลจาก Life Lessons From The Monk Who Sold His Ferrari By Robin Sharma 


บางแค

กทม

15 พฤษภาคม 2564










วันเสาร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2564

อย่าลืมว่าอัจฉริยะมาจากความฝันถึง 99%




คนเราจดจำ Thomas Adison นักประดิษฐ์ชื่อก้องได้ก็เพราะคำพูดของเขา ที่ว่า

“อัจฉริยะเป็นความฝัน 1 เปอร์เซนต์ ส่วนอีก 99 เปอร์เซ็นต์ เป็นหยาดเหงื่อ”

ถึงแม้ว่าผมจะมีความเชื่อว่าการทำงานหนักมีความสำคัญต่อชีวิตที่ประสบความสําเร็จและสมปรารถนา แต่ผมก็มีความเชื่อว่าการมีความฝันที่สูงส่ง และมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างความแตกต่างในโลก เป็นลักษณะที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง







อัจฉริยบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ในโลกได้รับการปลุกใจให้พัฒนาตนเองและขับเคลื่อนความปรารถนาของตัวเองที่จะสร้างความสุขและความสะดวกสบายให้แก่ผู้อื่น

เมื่อเราศึกษาประวัติของพวกเขา เราจะพบว่าความปรารถนาที่จะสร้างความสำเร็จนี้มีความร้อนแรง จนกลายเป็นความลุ่มหลงของทุกๆอัจฉริยบุคคล

ความปรารถนามันจะซึมซาบในชีวิต และเซลล์ทุกๆเซลล์ในจิตใจของคนกลุ่มนี้ 

แรงบันดาลใจของ Adison สร้างภาพวิสัยทัศน์ทำให้เขามองเห็นสิ่งที่เป็นความจริงบนจอภาพจินตนาการของเขา

ความฝัน ของ Jonas Salk ก็บันดาลให้เขาค้นพบวัคซีนป้องกันโรคโปลิโอ เนื่องจากเขามีความปรารถนาที่จะช่วยเหลือผู้อื่นให้รอดพ้นจากโรคร้ายและผลข้างเคียงของมัน

และ Marie Curie นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ เจ้าของรางวัลโนเบล ก็ได้แรงบันดาลใจที่จะช่วยเหลือมวลมนุษย์ชาติด้วยการค้นพบแร่เรเดียม

ดังที่ Woodrow Wilson เคยกล่าวไว้ว่า

“คุณอยู่ที่โลกนี้มิใช่สักแต่ว่ายังชีพไปวันๆ แต่คุณอยู่ที่นี่เพื่อช่วยให้โลกมีความไพศาลด้วยการมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ด้วยจิตใจที่อ่อนโยน ด้วยจิตวิญญาณที่เต็มเปี่ยมด้วยความหวัง และความสำเร็จ

คนเรามาที่โลกนี้เพื่อสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้แก่โลก และคุณจะทำให้ตนเองกลายเป็นคนที่ล้มเหลว และมีความขัดสน ถ้าคุณลืมภารกิจที่สำคัญนี้”

คุณรู้สึกว่าตัวเองมีพลังผลักดันมากแค่ไหนในชีวิตของคุณ

คุณกระโดดขึ้นจากเตียงนอนในตอนเช้าวันจันทร์ หรือว่ายังนอนซึมไร้เรี่ยวแรงที่จะทำสิ่งใด ถ้ารู้สึกว่าแรงผลักดันของคุณยังต่ำกว่าระดับ ตรงจุดนี้คุณต้องรู้แล้วว่า ต้องรีบหาหนังสือพัฒนาตัวเองที่ดีๆมาอ่าน หรือต้องรีบฟังรายการเทปเพื่อพัฒนาจิตใจ ไปฟังรายการปาฐกถาของนักพูดที่เราศรัทธา หรืออ่านชีวประวัติของวีรบุรุษที่เราชื่นชอบ หรืออาจจะสละเวลาอยู่กับคนที่ลุ่มหลงในสิ่งที่เขากระทำอยู่และอุทิศตนเพื่อทำสิ่งดีๆในชีวิต

จากการได้รับแรงบันดาลใจที่เข้มข้น ในปริมาณที่มหาศาล คุณจะสามารถยกระดับการดำรงชีวิตของคุณขึ้นสู่มาตรฐานใหม่ที่สูงส่งมากยิ่งขึ้น

&&&&&&&&

ประสิทธิ์ คชโคตร แปลจาก Life Lessons From The Monk Who Sold His Ferrari ของ Robin Sharma 

บางแค กรุงเทพมหานคร

15 พฤษภาคม 2564









ต้องเลียนแบบการกระทำของเด็ก Model A Child



เมื่อไม่นานมานี้ ผมพา Colby ลูกชายของผมไปทานอาหารกลางวันที่ภัตตาคารอิตาเลี่ยนแห่งหนึ่ง

วันนั้นเป็นวันที่อากาศดีมากในฤดูใบไม้ร่วง และลูกชายของผมก็กระปรี้กระเปร่าและอารมณ์ดีเป็นพิเศษเช่นเคย


เราต่างก็สั่งพาสตาร์เป็นเมนคอร์ส แล้วก็เริ่มรับประทานขนมปังอบใหม่ๆที่พนักงานนำมาเสิร์ฟ ผมเองไม่รู้หรอกครับว่า Colby กำลังจะให้บทเรียนแก่พ่อของเขาเกี่ยวกับศิลปะในการดำเนินชีวิต




แทนที่จะรับประทานขนมปังทั้งก้อนแบบที่ผู้ใหญ่รับประทานกัน  Colby มีวิธีการรับประทานขนมปังที่สร้างสรรค์กว่า เขาควักเอาเนื้อที่ยังอุ่นและนุ่มจากด้านในแล้วปล่อยเปลือกนอกขนมปังทิ้งเอาไว้  กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือเขามีภูมิปัญญาที่จะเน้นที่จุดที่อร่อยที่สุดของขนมปัง ส่วนอื่นก็เอาทิ้งไป  ครั้งหนึ่งเคยมีคนพูดกับผมในวงสัมมาว่า “ เด็กๆมาพบกับพวกเราอย่างมีวิวัฒนาการมากกว่าพวกผู้ใหญ่ เพื่อที่จะให้บทเรียนที่เหมาะสมกับเรา”


และในวันที่ดีๆวันนั้น  ลูกน้อยของผมก็ให้บทเรียนว่าในฐานะที่เป็นผู้ใหญ่ พวกเรามัวสนใจ ”เปลือก หรือ กระพี้” ของชีวิตมากเกินไป แทนที่จะสนใจสิ่งดีๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิตในแต่ละวัน เราสนใจที่ปัญหาเรื่องงาน สนใจบิลเรียกเก็บเงินที่ต้องจ่าย และปัญหาการไม่มีเวลาในการทำสิ่งที่จำเป็นต้องทำ

แต่ความคิดเหล่านี้ก็สร้างสิ่งแวดล้อมของเราขึ้น และสิ่งที่เราคิดถึงและกังวลใจก็เกิดขึ้นในชีวิตของเราจริงๆ

สิ่งแย่ๆที่เราหมกมุ่นก็จะมีอิทธิพลในการกำหนดชะตาชีวิตของเรา ดังนั้น เราต้องหันมาสนใจแต่สิ่งที่ดีๆ


ในสัปดาห์หน้า

เราต้องจัดเวลาหาทางเชื่อมต่อเข้ากับด้านที่ ”ขี้เล่นมากขึ้น” ของตัวเอง คือ เชื่อมต่อกับด้านที่มีนิสัยเด็กๆของเรา โดยต้องหาเวลาศึกษาลักษณะที่สร้างสรรค์ของเด็กๆให้มากขึ้น เสร็จแล้วเลียนแบบการมีพลังในการเคลื่อนไหว การจินตนาการ และการดื่มด่ำกับอารมณ์ปัจจุบันโดยไม่สนใจว่าอะไรจะเกิดขึ้นรอบข้าง 


และในเวลาที่คุณเชื่อมต่อกับความเป็นเด็กนี้ ต้องไม่ลืมคำกล่าวของ Leo Rosten ที่ตั้งข้อสังเกตว่า


“คุณจะเข้าใจคนอื่นและเห็นใจคนอื่นมากขึ้นหากคุณมองเขาในฐานะที่เขาเป็นเด็ก โดยไม่เกี่ยงว่าความเป็นเด็กๆของพวกเขาจะประทับใจคุณลึกซึ้งมากแค่ไหนก็ตาม

ทั้งนี้เพราะว่า เราทุกคนต่างก็ไม่ได้เติบโต หรือมีวุฒิภาวะมากนัก เราก็แค่มีความสูงเพิ่มขึ้น”

โอ ... ขอให้เชื่อเถอะ ว่าพวกเราหัวเราะน้อยไป เราเล่นน้อยไป และเราใส่หน้ากากเข้าหากันแบบผู้ใหญ่ แต่ภายใต้อาภรณ์ภัณฑ์ พวกเรายังเป็นเด็กๆเหมือนเดิม 


ต้องเป็นเด็กๆที่มีความต้องการแบบธรรมดา คือ มีชีวิตประจำวันยังอธิบายผ่านเทพนิยายแฟรีเทล!


&&&&&&&&

ประสิทธิ์ คชโคตร แปลจาก Life Lessons From The Monk Who Sold His Ferrari 

อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์

10 กันยายน 2564



วันพฤหัสบดีที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2564

ต้องรู้จักปฏิเสธอย่างสง่างาม Learn To Say No Gracefully


เรามักจะตอบตกลงตามคำชวนของคนอื่นได้อย่างง่ายดาย ถ้าการจัดลำดับความสำคัญเร่งด่วนของเราไม่ชัดเจน

ถ้าชีวิตแต่ละวันไม่ถูกกำกับไว้ด้วยวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน โดยมีการแสดงภาพผลลัพธ์สุดท้ายที่จะกำกับให้เรามีความตั้งใจมั่นอย่างแน่วแน่ มันก็เป็นการง่ายที่กำหนดการของคนอื่นๆรอบข้างจะเข้ามามีอิทธิพลเหนือการกระทำของเรา 





ดังที่ผมเขียนไว้ในหนังสือ Leadership Wisdom From The Monk Who Sold His Ferrari ว่า

ถ้าเราไม่กำหนดความเร่งด่วนของเราไว้ในตารางงาน คนอื่นๆก็จะยัดเยียดความสำคัญเร่งด่วนของเขาเข้ามาแทนที่ในกำหนดการของคุณ


ทางแก้ปัญหานี้ก็คือ เราต้องมีความชัดเจนว่าอะไรคือวัตถุประสงค์หลักในชีวิตของเรา จากนั้นจึงเรียนรู้ที่จะปฏิเสธอย่างมีศักดิ์ศรี ( Learn to say no with grace ) 

นักปราชญ์ชาวจีนชื่อ เฉิงจู่  เล่าเรื่อง ช่างตีดาบของมหาราชาแห่งอินเดียท่านหนึ่งว่า ถึงแม้ช่างคนนี้จะอายุ 90 ปีแล้วแต่ฝีมือช่างก็ยังเฉียบขาดอยู่ ต่อให้งานเร่งรีบขนาดไหน ฝีมือก็ไม่ตก วันหนึ่งมหาราชาถามนักประดิษฐ์ผู้เฒ่าว่า ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าเป็นไปตามธรรมชาติหรือว่าเพราะมีเทคนิคพิเศษอะไรหรือ ?

“เพราะว่านี่คือการเน้นหนักที่จุดแข็งที่เป็นหัวใจจริงๆ” นักประดิษฐ์ตอบ 

“ข้าพเจ้าเริ่มประกอบอาชีพตีดาบตั้งแต่อายุเพียง 21 ปี ขัาพเจ้าไม่ได้สนใจอย่างอื่นเลย ถ้าไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับดาบแล้วข้าพเจ้าก็จะไม่หันไปมองหรือให้ความสนใจเลย การตีดาบเป็นความหลงไหลใฝ่ฝันและเป็นเป้าหมายหลักของข้าพเจ้า

ข้าพเจ้าทุ่มเทพลังงานทั้งหมดจากเรื่องอื่นๆให้พุ่งมาอยู่ที่ศิลปะของข้าพเจ้า นี่คือความลับในการเป็นปรมาจารย์ด้านการตีดาบ” 


คนที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดจะพุ่งความสนใจไปที่จุดแข็งที่สุดของตน ซึ่งได้แก่สิ่งที่ตนทำได้ดีที่สุดและเป็นงานที่จะเกิดผลกระทบต่องานอาชีพของตนมากที่สุด

การเป็นคนที่หลงไหลในงานที่มีความสำคัญยิ่งของตน จะทำให้คนเราสามารถปฏิเสธสิ่งรบกวนที่มีความสำคัญน้อยกว่าเพื่อไม่ให้มันสามารถหันเหความสนใจของเราออกไปจากเป้าหมายได้


Michael Jordan นักบาสเกตบอลผู้ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของวงการ ไม่ได้เจรจาเรื่องการทำสัญญา ไม่ได้ออกแบบเครื่องแต่งกาย และไม่ได้เตรียมกำหนดการเดินทางเอง แต่เขามอบหมายงานเหล่านี้ให้คนอื่น


 Luis Armstrong นักดนตรีแจสผู้ยิ่งใหญ่ไม่ได้ใช้เวลาไปในการชายตั่วเข้าชมดนตรีของเขาเอง และไม่ได้จัดสถานที่สำหรับการแสดง แต่เขาสนใจที่จุดเด่นที่สุดของเขา นั่นคือ การเป่าทรัมเป็ต 

การเรียนรู้ที่จะปฏิเสธอย่างฉลาดจะทำให้คุณสามารถอุทิศเวลาให้กับการพัฒนาวิถีการดำรงชีวิตของตน และการช่วยเหลือผู้อื่น จนสามารถฝากผลงานระดับตำนานไว้ด้วยความเชื่อมั่นว่าคุณต้องทำได้อย่างแน่นอน.

……..

ประสิทธิ์ คชโคตร อดีตปลัดจังหวัดกาฬสินธุ์ แปลจาก

Life Lessons From The Monk Who Sold His Ferrari 

เขียนโดย Robin Sharma 

Bangkok, Thailand 

April 23,2021


วันจันทร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2564

จุลสาธนาคารสมองเดือนมิถุนามาแล้ว

 สิ่งที่น่าสนใจมากที่สุดคือ #ร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฯ ฉบับที่ 13 ที่ใช้สำหรับ พ.ศ.2566-2570 ครับ

ท่านสามารถติดตามได้ที่ http://brainbank.nesdc.go.th 



วันอาทิตย์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2564

จิตใจ สูตรลับสร้างความรวยของลูกอีสานกล่าวถึงจิตด้วยหรือ?

 ในโลกนี้มีกฏที่ควบคุมการคิด เป็นกฏเกณฑ์ของจิตใจ เหมือนกันกับกฏเกณฑ์หรือความจริงทางฟิสิกส์ ที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดี ตัวอย่างเช่น กฏของแรงโน้มถ่วง ของ Newton นักฟิสิกส์ชื่อก้องโลก 

สูตรลับสร้างความรวยของลูกอีสาน ระบุไว้ว่า 

การคิด หรือจิตของมนุษย์มีกฏเกณฑ์กำกับอยู่จำนวนมาก แต่กฏเกณฑ์ของจิตที่สำคัญๆ มี 8 ข้อ คือ








ครับ



1.#สิ่งที่คุณคิดเสมอจะเติบโตขึ้นตลอดเวลา 

เพราะว่าคนเรากลายเป็นสิ่งที่เราคิดถึงเสมอ ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องระดมความคิดทั้งหมดของเรามาไว้ที่เป้าหมาย หรือ ความฝันอันสูงสุดของเราอย่างสุดจิตสุดใจ เพราะจุดนี้นั่นแหละ คือจุดเริ่มต้นของความสำเร็จทั้งปวง

2.กฏของเหตุและผล เพราะมีเหตุ จึงมีผล เราปลูกพืชชนิดใดก็ได้เก็บเกี่ยวผลของพืชชนิดนั้น คนเราเป็นผลลัพธ์สุดท้ายของการคิดและการกระทำ สิ่งใดที่เราส่งออกไปไม่ว่าจะเป็นคำพูด การกระทำ การปฏิบัติตัว ไม่ช้าสิ่งนั้นจะย้อนกลับมาหาเรา ดังนั้น ถ้าเราต้องการมิตรภาพเราก็ต้องให้มิตรภาพ ต้องการความรัก ก็ต้องให้ความรัก ถ้าต้องการความไว้วางใจจากผู้อื่น เราก็ต้องแสดงความไว้วางใจผู้อื่นก่อน และยังต้องแสดงความไว้วางใจตนเองอีกด้วย

3.กฏของการใช้งาน ถ้าไม่ใช้งานสิ่งต่างๆ ก็จะเสื่อมสภาพ กฏของจิตข้อนี้อธิบายได้ด้วยประโยคที่ว่า การฝึกฝนทำให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น Practice makes perfect.

การควบคุมจิตใจ ก็เหมือนกันกับการควบคุมทางกายภาพ คือ เป็นการฝึกฝนอย่างฉลาดแบบโคตรๆ คือต้องกล้าหาญและใช้พลังของการตัดสินใจอย่างเฉียบขาดในการฝึกฝน

4.กฏแหงความลงตัว (Correspondence)

ความคิดของเราสามารถทำนายได้ว่าอนาคตของเราจะเป็นเช่นไร การคิดของเราแสดงออกว่าเราคาดหวังอะไร ก่อนที่สิ่งนั้นจะเป็นความจริง เพราะอะไร? ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะเหตุว่า โดยพื้นฐานแล้ว คนเราเป็นนักคิด นักรู้สึก และนักฝัน สิ่งใดที่เราคิด รู้สึก และฝันถึง สิ่งนั้นจะไหลเข้ามาด้านในตัวของเราก่อน จากนั้นจึงไหลออกไปสู่ภายนอก กฏพื้นฐานข้อหนึ่งก็คือ แรกสุดจะเริ่มไหลเข้าสู่ด้านใน จากนั้นจึงไหลออกไปด้านนอก

นักประดิษฐ์จะสร้างสรรค์สิ่งใดก็ตาม แรกสุดเขาจะคิดถึงสิ่งนั้นในใจเสียก่อน หลังจากนั้นเขาจึงจะสร้างสิ่งประดิษฐ์สิ่งนั้นขึ้นตามที่คิดไว้ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกภายนอกล้วนเกิดขึ้นที่โลกภายในก่อนทั้งสิ้น

William James พูดเรื่องนี้ชัดเจนยิ่งขึ้นโดยเขาพูดว่า “คุณไม่ได้ร้องเพลงเพราะว่าคุณมีความสุข แต่คุณมีความสุขเพราะว่าคุณร้องเพลง”

นี่แสดงว่าวิธีการที่คนเราแสดงออกเป็นตัวกำหนดความรู้สึกของเขาไม่มากก็น้อย วิธีการแสดงออกของคนเราเป็นตัวชี้วัดว่าคนเราไม่ใช่ว่าจะไม่มีอำนาจที่จะควบคุมสถานการณ์ต่างๆ  แต่คนเรามีความสามารถที่จะปรับปรุงชีวิตของตัวเองให้ดีขึ้นได้

ทำไมเรื่องกฏข้อที่ 4 จึงมีเนื้อหายืดยาวจัง จริงๆแล้วกฏของจิตข้อที่ 4 คืออะไรกันแน่ กล่าวอย่างสั้นๆ มันคืออะไร?

เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ให้คุณมองไปรอบๆตัวคุณเอง ดูสถานการณ์ในปัจจุบันของตนเอง สังเกตวัตถุสิ่งของต่างๆ 

จากนั้นลงมือทำ ข้อแรก คือ ตกลงใจว่าจะเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่างหนึ่งในชีวิต 

ข้อที่สอง สร้างนิสัยและทัศนคติในจิตใจให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่คุณต้องการจะได้พบเห็นให้จำไว้ว่า การสร้างลักษณะนิสัยและทัศนคตินี้จะต้องชัดเจนก่อนที่ทุกแง่ทุกมุมของชีวิตจะดีขึ้น ลักษณะของทัศนคติที่มีต่อชีวิตในปัจจุบันต้องมีการเปลี่ยนแปลงเสียก่อน 

หลักการควบคุมทัศนคตินี้มีความสำคัญมาก เพราะมันเป็นการปรับเปลี่ยนไมนด์เซต (Mindset) นั่นแหละ ต้องปรับไมนด์เซต

5.กฏแห่งการแทนที่กัน การเปลี่ยนแปลงทัศนคติที่ไม่ดีคือต้องใช้การแทนที่ทัศนคติเดิมด้วยสิ่งอื่น คนเราไม่สามารถกำจัดจุดอ่อนได้ แต่เราทำได้โดยการแทนที่ทัศนคติที่ไม่ดีนั้นด้วยนิสัยอื่น เพราะว่าในแต่ละขณะจิตสำนึกของเราสามารถมีความคิดได้เพียงความคิดเดียว

6. กฏแห่งความเชื่ออย่างมีอารมณ์

ถ้ามีความเชื่อมั่นว่าคุณทำได้ คุณก็ทำได้ #การคาดหวังผลลัพธ์ในเชิงบวก  สิ่งใดที่คุณเชื่ออย่างมีอารมณ์สิ่งนั้นจะเป็นจริงในชีวิตของคุณ

การกระทำด้วยความเชื่ออย่างมีอารมณ์เป็นพลังที่นำไปสู่การบรรลุความเป็นจริง

7. กฏแห่งการดึงดูดกันและกัน

ความสำเร็จดึงดูดความสำเร็จยิ่งขึ้น แต่ความล้มเหลวดึงดูดความล้มเหลว

8.กฏแห่งการชดเชยกัน Law Of Compensation 

กฏข้อนี้จะเป็นคุณหรือเป็นโทษขึ้นอยู่กับการชี้นำของเราเอง อาจต้องรอเวลานานหลายปีกว่าการลงโทษจะตามไปแก้แค้นถึงต้นเหตุ และการทดแทนบุญคุณจะตามไปตอบแทนถึงผู้ที่เมตตากรุณา แต่ต้องจำไว้ว่ากฏแห่งการตอบแทนจะตามไปถึงต้นทาง และต้องจำไว้ว่า

 “ให้แล้วคุณจะได้รับ” 


นี่คือ กฏของจิต 8 ข้อ ซึ่งเป็นการชัดเจนแล้วว่าช่องทางสู่ความสำเร็จและการบรรลุเป้าหมายเป็นอย่างไร นั่นคือ เมื่อความคิดของเรากระจ่างและมั่นใจอย่างแน่วแน่ในผลลัพธ์ที่ต้องการ

สิ่งดีๆทั้งหลายก็จะถูกผลักดันให้มาพบกับเราอย่างแน่นอนด้วยความคิดของเราเอง

นี่แหละ คือระบบความคิดที่สูงส่งที่สุดที่คุณจะได้พบอย่างแน่นอนในระหว่างการต่อสู้เพื่อให้บรรลุสิ่งที่ชีวิตมีให้เรา คุณคือแม่เหล็กที่มีชีวิตที่ดึงดูดสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคน สถานการณ์ ที่สอดคล้องกับความคิดของคุณเข้ามาหาตนเองอย่างต่อเนื่อง

คุณอยู่ในสถานการณ์ใดๆในประสบการณ์ ในความสัมพันธ์ และแม้แต่ในเรื่องสถานะทางการเงิน ก็เป็นเพราะสิ่งที่คุณเป็นในความคิดของคุณ !!!









วันเสาร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2564

โชคลาภเป็นไปตามความฝัน

พระท่านเทศน์ว่า 

 กลางคืนเรียกว่าฝัน กลางวันเรียกว่าคิด 

ดังนั้น ตามนัยของเทศนาเรื่องนี้ ความคิด ก็คือ ความฝัน นั่นเอง

การคิด ความหมายของการคิด  ก็คือ การทำในใจ ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งในใจ เช่น การบวกเลข และการลบเลขในใจ  ก็คือการคิดนั่นเอง เป็นการทำในใจ แต่ถ้าเราต้องการคิดให้กระจ่าง คิดให้เป็นรูปธรรม ก็ต้องคิด ต้องทำในใจให้เป็นรูปเป็นร่าง คิดให้เป็นรูปธรรม 


บ้านไม้ที่จังหวัดน่าน


            วัดเฉลิมพระเกียรติพระจอมเกล้าฯ ที่จังหวัดลำปาง







การคิดให้เป็นรูปธรรม คือคิดให้เป็นรูปร่าง

 โดยจินตนาการเรื่องที่คิดให้เป็นรูปภาพ แต่คิดเป็นรูปภาพในใจยังเป็นแค่จินตนาการ (Imagination) ยังไม่เป็นการเพียงพอ 

จะคิดให้ดีทีสุด เราต้องคิดให้”จับต้อง ลูบคลำ” ได้

ดังนั้น เพื่อให้การคิดของคุณสามารถจับต้องได้ มองเห็นปรากฏเป็นแท่งเหมือนแท่งคอนกรีต เป็นรูปธรรมได้ ไม่เป็นเพียงนามธรรม( Abstract)  


เราจึง ต้องมีการทำแผนกัน หรืออาจจะเรียกว่า ”การเขียนแบบแปลน” หรือ “ การทำพิมพ์เขียว” (Blueprints ) หรือ “แผน (Plans) “ ของสิ่งที่คุณจะทำเสียก่อน ให้สามารถจับต้องความคิดนั้นได้ เพราะมีการเขียนเป็นตัวหนังสือ มีการเขียนลงบนกระดาษ วาดความคิดออกมาเป็นพิมพ์เขียวที่สามารถจับ สามารถสัมผัสได้ด้วยผิวกาย ด้วยดวงตา ดมกลิ่นได้ ชิมได้ด้วยลิ้น เสียก่อน

นีคือวิธีการคิดอย่างเป็นรูปธรรม คิดดี คือวางแผนดี ผลลัพธ์ที่ตามมาก็จะดีตามไปด้วย

คิดดีได้ดี ทำดีได้ดี

Do good, get good.

฿฿฿฿฿฿฿฿

ประสิทธิ์ คชโคตร

บางแค กรุงเทพมหานคร

20 กรกฎาคม 2564 ปรับปรุง 4 ธันวาคม 2564