บทที่ (1)ใน 101 บท ของหนังสือ เรื่อง Life Lessons From The Monk Who Sold His Ferrari
ต้องค้นให้พบความใฝ่ฝันของเรา
( Discover Your Calling)
ตอนที่ผมกำโตขึ้น พ่อเคยพูดสิ่งหนึ่งซึ่งผมไม่เคยลืมคำพูดนี้เลย พ่อบอกว่า
“ฟังนะลูกของพ่อ
“ตอนที่ลูกเกิดมา ลูกร้องไห้เสียงดังจ้า แต่ตอนนั้นคนอื่นกลับส่งเสียงยินดีต้อนรับการเกิดของลูก
คนเราจะต้องดำรงชีวิตให้คนอื่นต้องร้องให้ด้วยความอาลัยในตอนที่เราตายจากไป แต่ตอนนั้นเราเองต้องเป็นฝ่ายที่ภาคภูมิและร่าเริงใจ”
Robin Sharma ผู้เขียนเล่าต่อไปว่า
“พวกเราอยู่ในโลกที่เราลืมไปแล้วว่าชีวิตเป็นเรื่องเกี่ยวกับสิ่งใดกันแน่ เพราะว่ามนุษย์เราส่งคนไปเหยียบดวงจันทร์ได้อย่างสบายๆ แต่เรากลับลำบากใจที่จะเดินข้ามถนนไปทักทายเพื่อนบ้านคนใหม่ เรายิงจรวดนำวิถีข้ามโลกไปยังเป้าหมายแสนไกลได้อย่างแม่นยำ แต่เรากลับลืมการนัดหมายกับลูกของเราที่บอกไว้ว่าจะเป็นเพื่อนลูกตอนไปห้องสมุด
เรามีอีเมล์ มีแฟกซ์ มีมือถือที่สามารถติดต่อถึงกันได้สะดวกรวดเร็ว แต่เรากลับใกล้ชิดกันน้อยลง
เราขาดการสัมผัสกับมนุษยชาติ เราลืมวัตถุประสงค์ของเรา เรามองไม่เห็นสิ่งที่มีความสำคัญมากที่สุด
ดังนั้น ตอนเริ่มต้นหนังสือเล่มนี้ เขาจึงตั้งคำถามกับผู้อ่านด้วยความเคารพว่า มีใครบ้างที่จะร้องไห้ด้วยความอาลัยในตอนที่คุณตายจากไป?
มีคนสักกี่คนที่คุณได้สัมผัสในตอนที่คุณยังมีอภิสิทธิ์เดินอยู่บนโลกใบนี้?
คุณจะสร้างผลกระทบอะไรบ้างต่อคนรุ่นใหม่ที่เขาจะเดินตามคุณมา
และมีตำนานชีวิตอะไรที่คุณจะฝากไว้สำหรับคนรุ่นใหม่หลังจากที่คุณหายใจเฮือกสุดท้ายแล้ว?
บทเรียนบทหนึ่งที่ผมได้รับจากชีวิตตัวเอง คือถ้าคุณไม่ขยับทำอะไรสักอย่างกับชีวิต ชีวิตก็มักจะเป็นฝ่ายที่ขยับและลงมือกับชีวิตของคุณ
เพราะว่า ประเดี๋ยวเดียววันก็กลายเป็นสัปดาห์ สัปดาห์ก็กลายเป็นเดือน และเดือนก็กลายเป็นปี ประเดี๋ยวเดียวเวลาก็หมดลง และคุณก็จะไม่เหลืออะไรอีกนอกจากความผิดหวังที่มัวแต่ใช้ชีวิตแบบไม่เป็นโล้เป็นพาย
ครั้งหนึ่งเคยมีคนถาม George Bernard Shaw นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ตอนที่เขาเจ็บหนักนอนแบบอยู่บนเตียงคนไข้ว่า
ถ้าเขามีเวลาต่อไปอีก เขาต้องการทำอะไรมากที่สุด
นักปราชญ์ท่านนี้ย้อนทบทวนอดีตแล้วตอบว่า
“ผมอยากเป็นคนที่ผมต้องการที่จะเป็นจริงๆ แต่ไม่เคยได้เป็นคนๆนั้นเลย”
Robin Sharma บอกว่า เขาเขียนหนังสือเล่มนี้เพราะว่าเขาไม่ต้องการให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับคุณผู้อ่าน
“คำตอบของผมมักจะเริ่มต้นแบบเดียวกับเสมอ คือ
คุณต้องค้นให้พบสิ่งที่คุณใฝ่ฝันจริงๆเสียก่อนผมเองมีความเชื่อว่าคนเราทุกคนมีสินทรัพย์ในตัวที่คอยให้เราค้นพบในระหว่างการแสวงหาของแต่ละคน
คนเราทุกคนอยู่บนโลกใบนี้เพื่อวัตถุประสงค์พิเศษเฉพาะตัวของแต่ละคน การอยู่เพื่อวัตถุประสงค์ที่สูงส่งซึ่งจะเปิดโอกาสให้เราได้ฉายยรัศมีแสดงศักยภาพที่สูงที่สุดของมนุษย์และยังเพิ่มมูลค่าให้แก่ชีวิตของคนรอบข้างได้อีกด้วย
การค้นหาสิ่งที่เราใฝ่ฝันจริงๆนี้มิใช่ว่าเราต้องลาออกจากงานที่เราทำอยู่เพื่อไปแสวงหางานอื่น แต่หมายความว่า เราต้องทุ่มเทเกินร้อยให้แก่งานที่เรากำลังทำ
มันหมายความว่าเราต้องหยุดคิดที่จะรอคอยให้คนอื่นลงมือทำการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่คุณต้องการเปลี่ยนแปลง
มหาตมะ คานธี เคยกล่าวไว้ว่า
เราจะต้องทำตัวเป็นการเปลี่ยนแปลงโดยเปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทางที่เราต้องการให้โลกเป็น และ เมื่อเราเปลี่ยนแปลง ชีวิตของเราก็จะเปลี่ยน.

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น