วันจันทร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2564

ประเด็นการเมืองที่พรรคฝ่ายค้านเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ


 ประเด็นการเมือง ( Political Issues) ที่พรรคการเมืองฝ่ายค้านเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ 10 รัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 16-19 กุมภาพันธ์ 2564 ไม่มีเรื่องเด่นจริงๆหรือ?

คำตอบสำหรับคำถามนี้ คือ 

ไม่มีเรื่องเด่นจริงๆ 

เพราะอะไร 4 วันแห่งการอภิปรายไม่มีเรื่องโดนใจ?

ที่กล่าวว่าไม่มีเร่องที่โดนใจเพราะเหตุว่า

ทุกประเด็นที่ฝ่ายค้านหยิบยกมาอภิปรายล้วนเป็นเรื่องเก่าที่วงการต่างก็รู้ๆกันอยู่แล้ว ยกตัวอย่างเช่น

1.ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ ปัญหานี้วงการประชาชนก็รู้ๆกันอยู่ ว่าเป็นหัวข้อที่ฝ่ายค้านยกมากล่าวตลอดระยะของรัฐสภาแห่งนี้ คือพวกเขากล่าวถึงหนี้ครัวเรือน การว่างงาน เงินเฟ้อ และกล่าวซ้ำว่าเครื่องจักรทางเศรษฐกิจพังทุกตัว แบบนี้ฝรั่งพูดว่า

บลาๆๆๆ




นอกจากนั้น ยังกล่าวอีกว่ามีการขาดดุลงบประมาณ จนจะจดเพดานหนี้สาธารณะ รัฐบาลนี้กู้เงินมากเป็นประวัติการณ์

การจัดหารายได้ไม่เพิ่มพูน การเอื้อเฟื้อ และการช่วยเหลือกลุ่มทุน


2. ปัญหาการต่อสู้วิกฤติโรค โควิด-19 ที่เน้นหนักไปที่การตัดสินใจเลือกซื้อวัคซีน แทนการบริหารจัดการ การตรวจสอบ สอบสวน ติดตามและควบคุมป้องกันโรคร้ายนี้จริงๆ


3.ประเด็น การบริหารงานบุคคลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประเด็นนี้เมื่อเอาเข้าจริงฝ่ายค้านก็ไม่ได้ชี้ให้เห็นชัดว่าการวิ่งเต้น การใช้เส้นสายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี ของประชาชน ได้อย่างเด่นชัด เพราะว่า ผู้อภิปรายมัวแต่เน้นการเอามัน เช่น เพลินเน้นตั๋วช้าง แทนผลกระทบของเรื่องนี้ที่ตกกระแทกต่อความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยในชีวิตและทรัย์สินของประชาชน!

ยิ่งไปกว่านั้น...

หลังการอภิปราย 10 รัฐมนตรีได้รับคะแนนเสียงไว้วางใจกันทุกคน

รัฐมนตรีที่ได้คะแนนไว้วางใจสูงสุด ได้คะแนนเสียงถึง 275 เสียง นายกรัฐมนตรีเองได้คะแนนมาอันดับ 3 ได้คะแนน 272 คะแนน การได้คะแนนสูง ระดับนี้ก็ไม่ใช่ขี้เหร่ ส่วนรัฐมนตรีที่ได้คะแนนไว้วางใจต่ำสุด คือ รมว.ศธ. สำหรับรายนี้กระแสข่าวบอกว่า ที่คะแนนออกมาต่ำที่สุดไม่ใช่เพราะฝีมือของฝ่ายค้าน แต่กลับเป็นเพราะความผันผวนในฝ่ายรัฐบาลส่งผลกระทบต่อเขาเอง!!!

จากนี้ ผู้ชมต้องจับตาการปรับคณะรัฐมนตรี ต้องคอยดูลีลาการเมืองของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา แม่ทัพบกไทยที่หันมาแสดงบทบาทของนักการเมืองอย่างเต็มตัวร้อยเปอร์เซ็นต์!!!







ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น