วันพุธที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

Stay Hungry Stay Foolish

 อยู่อย่างคนโง่ อยู่อย่างคนหิวโหย

วันนี้ พวกเราคนไทยต้องอยู่อย่างคนโง่ในเรื่อง Covid-19 คือโง่ในเรื่องการป้องกันด้วยตนเอง เมื่อรู้ว่าตนยังโง่ 

ก็ต้องรีบพยายามกลายเป็นคนฉลาดให้ได้นะ

 แค่นั้นยังไม่พอ เพราะว่าเรา ยังต้องป้องกัน COVID-19 ด้วยมาตรการของโลกอินเตอร์ ระดับมาตรฐานสากล

 คือ ต้องปฏิบัติตามมาตรการ#การฉีดวัคซีน 





ซึ่งการฉีดวัคซีนนี้มิใช่จะฝากผีไว้กับแพทย์และพยาบาล แล้วก็จบ 

แต่เราต้องมีการเตรียมการ เตรียมความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ เราต้องศึกษา ต้องดูคำแนะนำในการเตรียมความพร้อมก่อนการฉีดวัคซีน และหลังการฉีดวัคซีน



ในส่วน Stay Hungry นั้น ก็คือว่า เรา อย่าชะล่าใจนะ ในด้านการยังชีพในสถานการณ์นิวนอมอลนั้น

ตามหลักการทางวิชาการ เศรษฐกิจส่วนบุคคล เมื่อเรานำมารวมกันเข้า มันจะเป็นเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้น  เราแต่ละคน แต่ละครัวเรือน แต่ละตำบลหมู่บ้าน 

จะต้องเข้มแข็ง จะต้องสามารถรักษากายและใจเอาไว้เพื่อทำการพัฒนาความเป็นอยู่ของตนๆ ให้ยังชีพให้ผ่านพ้นวิกฤติได้อย่างตลอดปลอดภัย นะ 

อย่าท้อแท้

อย่าสิ้นหวัง

Stay Hungry, Stay Foolish !!!


ขอลอกคำพูดของSteve Jobs ครับ


ต้อง เลียนแบบเด็ก

 ต้องเลียนแบบการกระทำของเด็ก




บทที่ 13 จากหนังสือ บทเรียนชีวิตจากหลวงพี่ที่ขายรถสปอร์ตเฟอร์รารี

Model A Child 

เมื่อไม่นานมานี้ ผมพา Colby ลูกชายของผมไปทานอาหารกลางวันที่ภัตตาคารอิตาเลี่ยนแห่งหนึ่ง

วันนั้นเป็นวันที่อากาศดีมากในฤดูใบไม้ร่วง และลูกชายของผมก็กระปรี้กระเปร่าและอารมณ์ดีเป็นพิเศษเช่นเคย


เราต่างก็สั่งพาสตาร์เป็นเมนคอร์ส แล้วก็เริ่มรับประทานขนมปังอบใหม่ๆที่พนักงานนำมาเสิร์ฟ ผมเองไม่รู้หรอกครับว่า Colby กำลังจะให้บทเรียนแก่พ่อของเขาเกี่ยวกับศิลปะในการดำเนินชีวิต

แทนที่จะรับประทานขนมปังทั้งก้อนแบบที่ผู้ใหญ่รับประทานกัน  Colby มีวิธีการที่สร้างสรรค์กว่า เขาควักเอาเนื้อที่ยังอุ่นและนุ่มจากด้านในแล้วทิ้งเปลือกนอกเอาไว้  กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือเขามีภูมิปัญญาที่จะเน้นที่จุดที่อร่อยที่สุดของขนมปัง ส่วนอื่นก็เอาทิ้งไป  

ครั้งหนึ่งเคยมีคนพูดกับผมในวงสัมมาว่า

 “ เด็กๆมาพบกับพวกเราอย่างมีวิวัฒนาการมากกว่าพวกผู้ใหญ่ พวกเขามาเพื่อที่จะให้บทเรียนที่เหมาะสมกับพวกเรา 


และในวันที่ดีๆวันนั้นลูกน้อยของผมก็ให้บทเรียนว่าในฐานะที่เป็นผู้ใหญ่ พวกเรามัวสนใจ

 ”เปลือก หรือ กระพี้” ของชีวิตมากเกินไป แทนที่จะสนใจสิ่งดีๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิตในแต่ละวัน เรากลับสนใจที่ปัญหาเรื่องงาน สนใจบิลเรียกเก็บเงินที่ต้องจ่าย และปัญหาการไม่มีเวลาในการทำสิ่งที่จำเป็นต้องทำ

ความคิดเหล่านี้สร้างสิ่งแวดล้อมของเราขึ้น และสิ่งที่เราคิดถึงและกังวลใจบ่อยๆก็เกิดขึ้นในชีวิตของเราจริงๆ

สิ่งแย่ๆที่เราหมกมุ่นก็จะมีอิทธิพลเหนือชะตาชีวิตของเรา ดังนั้น เราต้องหันกลับมาสนใจแต่สิ่งที่ดีๆ


โดยในสัปดาห์หน้า เราต้องจัดเวลาหาทางเชื่อมโยงกับด้านที่ ”ขี้เล่นมากขึ้น” ของตัวเอง คือ เชื่อมโยงกับนิสัยเด็กๆของเรา โดยต้องหาเวลาศึกษาลักษณะที่สร้างสรรค์ของเด็กๆให้มากขึ้น เสร็จแล้วเลียนแบบการมีพลังในการเคลื่อนไหว การจินตนาการ และการดื่มด่ำกับอารมณ์ปัจจุบันโดยไม่สนใจว่าอะไรจะเกิดขึ้นรอบข้าง 

และในเวลาที่คุณเชื่อมต่อกับความเป็นเด็กนี้ ต้องไม่ลืมคำกล่าวของ Leo Rosten ที่ตั้งข้อสังเกตว่า

คุณจะเข้าใจคนอื่นและเห็นใจคนอื่นมากขึ้นหากคุณมองเขาในฐานะที่เขาเป็นเด็ก โดยไม่เกี่ยงว่าความเป็นเด็กๆของพวกเขาจะสร้างรอยประทับใจให้คุณอย่างลึกซึ้งมากสุดๆแค่ไหนก็ตาม

ทั้งนี้เพราะว่า เราทุกคนต่างก็ไม่ได้เติบโต หรือมีวุฒิภาวะมากนัก เราก็แค่มีความสูงเพิ่มขึ้น 

โอ ... ขอให้เชื่อเถอะ ว่าพวกเราหัวเราะน้อยไป เราเล่นน้อยไป และเราใส่หน้ากากเข้าหากันแบบผู้ใหญ่ แต่ภายใต้อาภรณ์ภัณฑ์ พวกเรายังเป็นเด็กๆเหมือนเดิม 


เป็นเด็กๆที่มีความต้องการแบบธรรมดา คือ ชีวิตประจำวันยังอธิบายได้ผ่านเทพนิยายแฟรีเทล!

แปลโดย ประสิทธิ์ คชโคตร



วันอังคารที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

โครงการพัฒนาท้องถิ่น การสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจ,านราก





  ครม.อัดฉีด 4.2 พันล้านลุยโครงการพัฒนาท้องถิ่น

แก้ปัญหาขัดแย้งการเมือง

ลดขั้นตอน ลดสายการบังคับบัญชาให้สั้นลง และ


โยกเงินฟื้นฟู เอามาเยี่ยวยาแทน แบบ เราชนะ ม.33 และ

เรารักกัน


อนุมัติโครงการใหม่ 4หมื่น 2 พันล้าน


เยอะมากๆๆ ในเมื่อมีโอกาสจะฉวยโอกาส หรือจะปล่อยไป






https://www.matichon.co.th/politics/news_2717016

ต้องจัดเวลามาแสดงความกังวลใจ

 ต้องกำหนดเวลาพักเบรคเพื่อแสดงความกังวลใจ

บทที่ 12 

จากหนังสือ Life Lessons From The Monk Who Sold His Ferrari 


หลังจากที่ผมเขียนหนังสือ The Monk Who Sold His Ferrari ก็มีจดหมายจากผู้อ่านส่งเข้ามาที่ผมเป็นจำนวนมาก คนเหล่านี้บอกว่ามีการเปลี่ยนแปลงหลายๆอย่างเกิดขึ้นในชีวิตของพวกเขาหลังจากได้รับบทเรียนของหลวงพี่

พวกเขาบอกว่ามีความสุขมากขึ้น ชีวิตสมบูรณ์แบบขึ้น มีความสงบใจในยุคที่คนเรากำลังเครียดอย่างสุดๆ





จดหมายหลายฉบับมาจากแฟนคลับที่กำลังมีงานยุ่งมากจนไม่สามารถปล่อยวางไว้ที่ออฟฟิศได้ แม้ตอนที่กลับมาถึงบ้านแล้วยังต้องเอาเวลาที่ควรจะเป็นเวลาว่างมากังวลใจกับมันอยู่อีก คนเหล่านี้หัวเราะไม่ออก ร่วมแชร์ความรักความสนุกสนานกับครอบครัวก็ไม่ได้ เพราะว่าปัญหาจากที่ทำงานยังตามมารังควานถึงที่บ้าน


คนส่วนใหญ่ยังใช้เวลาของช่วงปีที่ดีๆในชีวิตมาจมอยู่ในความกังวลใจไม่สิ้นสุด กังวลใจกับงาน ค่าใช้จ่าย สิ่งแวดล้อมและเรื่องของลูกๆ


และที่สำคัญ เราต่างก็รู้ว่าปัญหาที่เรากังวลใจเหล่านี้มันไม่ได้เกิดขึ้นจริงๆ  มันเหมือนที่ Mark Twain นักเขียนผู้ยิ่งใหญ่เคยกล่าวว่า


“ผมเคยมีปัญหาหลายอย่างในชีวิต ซึ่งบางปัญหาก็เกิดขึ้นจริงๆ”


บิดาของผมซึ่งเป็นคนที่ฉลาดและมีอิทธิพลเหนือชีวิตของผมมาก เคยกล่าวกับผมว่า คำสันสกฤตที่แปลว่าเชิงตะกอน สะกดคล้ายกันกับคำว่า กังวลใจ ผมบอกพ่อว่าผมแปลกใจ สงสัยว่าทำไม 


พ่อบอกผมว่าไม่ต้องสงสัยหรอก เพราะว่า อย่างแรกมันเผาคนตาย แต่อย่างหลังมันเผาคนเป็น!


ผมเรียนรู้ว่า ความกังวลใจสามารถลดประสิทธิภาพของคนเราได้มาก จากประสบการณ์ของตัวผมเอง 

ตอนอายุ 20 กว่าๆ ผมอยู่ในกลุ่มที่ประสบความสำเร็จแบบฟาสแทรก ผมสำเร็จปริญญาทางกฎหมายถึงสองใบ จากคณะนิติศาสตร์

ของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง ปฏิบัติหน้าที่ฝ่ายเลขานุการของประธานศาลยุติธรรมของประเทศ และรับผิดชอบการพิจารณาพิพากษาคดีที่มีความซับซ้อนสูงยิ่ง 


แต่ว่าผมเองเป็นคนที่ทำงานหนักมากและก็ขี้กังวลใจมากเกินไป 

ผมตื่นเช้าวันจันทร์ด้วยอาการปั่นป่วนหนักหน่วงที่ท้อง และรู้สึกลึกๆอยู่ตลอดเวลาว่างานนี้ไม่เหมาะกับตัวเอง

ดังนั้น ผมจึงเริ่มสำรวจหาทางปรับปรุงชีวิตของตนเอง เริ่มแรกก็หาอ่านหนังสือเกี่ยวกับการพัฒนาตัวเองและลักษณะของผู้นำ ตรงนี้ทำให้ผมได้พบกับบทเรียนจำนวนมากสำหรับการดำเนินชีวิตที่สงบสุขและมีความหมายมากยิ่งขึ้น


ยุทธวิธีง่ายๆอย่างหนึ่งที่ผมใช้

ในการควบคุมนิสัยขี้กังวลใจก็คือ ต้องกำหนดเวลาเอาไว้เพื่อแสดงความกังวลใจ คือ ต้องมีเวลาเฉพาะกิจเอาไว้สำหรับทำกิจกรรมกังวลใจจริงๆ เหมือนกับที่วงการธุรกิจเรามีเวลาคอฟฟี่เบรคในที่ทำงาน นั่นเอง


ถ้าเราเกิดปัญหาความยุ่งยากขึ้นมาทีไร เรามักเสียเวลาที่เราทำงานจริงๆไป เพราะเรามัวไปกังวลใจกับปัญหายุ่งยากนี้ตลอดทั้งวัน   


แทนที่เราจะทำแบบนี้ ผมแนะนำว่า ให้กำหนดเวลาเฉพาะกิจเอาไว้เพื่อแสดงความกังวลใจเป็นพิเศษ ตัวอย่างเช่น ช่วงสามสิบนาทีในตอนค่ำๆ 


ในระหว่างเซสชันพิเศษนี้ คุณอาจจะงมงายพิรี้พิไร จมอยู่กับปัญหา หรืออาจจะคิดหมกมุ่นอยู่กับความยุ่งยากใจนั้น


แต่เมื่อพีเรียดนี้จบลง คุณจะต้องฝึกตัวเองให้ละทิ้ง สลัดทิ้งปัญหา แล้วหันมาลงมือทำสิ่งที่เกิดผลงาน มีผลลัพธ์ เช่นการออกไปเดินในสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ หรืออ่านหนังสือสร้างกำลังใจ หรือสนทนากับญาติพี่น้องที่คุณรักแบบลึกซึ้งมากขึ้น เป็นต้น


ในเวลาอื่นๆนอกจากนี้ ถ้าคุณรู้สึกต้องการที่จะกังวลใจ ก็ให้จดบันทึกหัวข้อเรื่องนั้นเอาไว้ แล้วนำไปแสดงความกังวลใจในช่วงเบรคพิเศษนี้ในครั้งต่อไป


เทคนิคที่ง่ายๆ แต่ให้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งนี้ จะช่วยลดเวลาที่เราสูญเสียไปกับการกังวลใจ และสุดท้ายก็สามารถกำจัดจุดอ่อนนี้ออกไปได้

&&&&&&&&

ประสิทธิ์ คชโคตร อดีตปลัดจังหวัดกาฬสินธุ์  แปล

15.56 น. 

10 พฤษภาคม 2564

บางแค กทม.












วันเสาร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

ต้องค้นให้พบความใฝ่ฝันของเรา

บทที่ (1)ใน 101 บท ของหนังสือ เรื่อง Life Lessons From The Monk Who Sold His Ferrari 



 ต้องค้นให้พบความใฝ่ฝันของเรา

( Discover Your Calling)


ตอนที่ผมกำโตขึ้น พ่อเคยพูดสิ่งหนึ่งซึ่งผมไม่เคยลืมคำพูดนี้เลย พ่อบอกว่า

“ฟังนะลูกของพ่อ 

“ตอนที่ลูกเกิดมา ลูกร้องไห้เสียงดังจ้า แต่ตอนนั้นคนอื่นกลับส่งเสียงยินดีต้อนรับการเกิดของลูก 

คนเราจะต้องดำรงชีวิตให้คนอื่นต้องร้องให้ด้วยความอาลัยในตอนที่เราตายจากไป แต่ตอนนั้นเราเองต้องเป็นฝ่ายที่ภาคภูมิและร่าเริงใจ”

Robin Sharma ผู้เขียนเล่าต่อไปว่า

“พวกเราอยู่ในโลกที่เราลืมไปแล้วว่าชีวิตเป็นเรื่องเกี่ยวกับสิ่งใดกันแน่ เพราะว่ามนุษย์เราส่งคนไปเหยียบดวงจันทร์ได้อย่างสบายๆ แต่เรากลับลำบากใจที่จะเดินข้ามถนนไปทักทายเพื่อนบ้านคนใหม่ เรายิงจรวดนำวิถีข้ามโลกไปยังเป้าหมายแสนไกลได้อย่างแม่นยำ แต่เรากลับลืมการนัดหมายกับลูกของเราที่บอกไว้ว่าจะเป็นเพื่อนลูกตอนไปห้องสมุด

เรามีอีเมล์ มีแฟกซ์ มีมือถือที่สามารถติดต่อถึงกันได้สะดวกรวดเร็ว แต่เรากลับใกล้ชิดกันน้อยลง

เราขาดการสัมผัสกับมนุษยชาติ เราลืมวัตถุประสงค์ของเรา เรามองไม่เห็นสิ่งที่มีความสำคัญมากที่สุด

ดังนั้น ตอนเริ่มต้นหนังสือเล่มนี้ เขาจึงตั้งคำถามกับผู้อ่านด้วยความเคารพว่า มีใครบ้างที่จะร้องไห้ด้วยความอาลัยในตอนที่คุณตายจากไป?

มีคนสักกี่คนที่คุณได้สัมผัสในตอนที่คุณยังมีอภิสิทธิ์เดินอยู่บนโลกใบนี้?

คุณจะสร้างผลกระทบอะไรบ้างต่อคนรุ่นใหม่ที่เขาจะเดินตามคุณมา

และมีตำนานชีวิตอะไรที่คุณจะฝากไว้สำหรับคนรุ่นใหม่หลังจากที่คุณหายใจเฮือกสุดท้ายแล้ว?

บทเรียนบทหนึ่งที่ผมได้รับจากชีวิตตัวเอง คือถ้าคุณไม่ขยับทำอะไรสักอย่างกับชีวิต ชีวิตก็มักจะเป็นฝ่ายที่ขยับและลงมือกับชีวิตของคุณ 

เพราะว่า ประเดี๋ยวเดียววันก็กลายเป็นสัปดาห์ สัปดาห์ก็กลายเป็นเดือน และเดือนก็กลายเป็นปี ประเดี๋ยวเดียวเวลาก็หมดลง และคุณก็จะไม่เหลืออะไรอีกนอกจากความผิดหวังที่มัวแต่ใช้ชีวิตแบบไม่เป็นโล้เป็นพาย 

ครั้งหนึ่งเคยมีคนถาม George Bernard Shaw นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ตอนที่เขาเจ็บหนักนอนแบบอยู่บนเตียงคนไข้ว่า 

ถ้าเขามีเวลาต่อไปอีก เขาต้องการทำอะไรมากที่สุด 

นักปราชญ์ท่านนี้ย้อนทบทวนอดีตแล้วตอบว่า

“ผมอยากเป็นคนที่ผมต้องการที่จะเป็นจริงๆ แต่ไม่เคยได้เป็นคนๆนั้นเลย” 

Robin Sharma บอกว่า เขาเขียนหนังสือเล่มนี้เพราะว่าเขาไม่ต้องการให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับคุณผู้อ่าน

“คำตอบของผมมักจะเริ่มต้นแบบเดียวกับเสมอ คือ

คุณต้องค้นให้พบสิ่งที่คุณใฝ่ฝันจริงๆเสียก่อนผมเองมีความเชื่อว่าคนเราทุกคนมีสินทรัพย์ในตัวที่คอยให้เราค้นพบในระหว่างการแสวงหาของแต่ละคน 

คนเราทุกคนอยู่บนโลกใบนี้เพื่อวัตถุประสงค์พิเศษเฉพาะตัวของแต่ละคน การอยู่เพื่อวัตถุประสงค์ที่สูงส่งซึ่งจะเปิดโอกาสให้เราได้ฉายยรัศมีแสดงศักยภาพที่สูงที่สุดของมนุษย์และยังเพิ่มมูลค่าให้แก่ชีวิตของคนรอบข้างได้อีกด้วย 

การค้นหาสิ่งที่เราใฝ่ฝันจริงๆนี้มิใช่ว่าเราต้องลาออกจากงานที่เราทำอยู่เพื่อไปแสวงหางานอื่น แต่หมายความว่า เราต้องทุ่มเทเกินร้อยให้แก่งานที่เรากำลังทำ

มันหมายความว่าเราต้องหยุดคิดที่จะรอคอยให้คนอื่นลงมือทำการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่คุณต้องการเปลี่ยนแปลง

มหาตมะ คานธี เคยกล่าวไว้ว่า 

เราจะต้องทำตัวเป็นการเปลี่ยนแปลงโดยเปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทางที่เราต้องการให้โลกเป็น และ เมื่อเราเปลี่ยนแปลง ชีวิตของเราก็จะเปลี่ยน.