วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

13 เหตุผลทำไมพุทธศาสนาขยายตัวถึง1500% ในยุโรป?

 อะไรคือเหตุผลที่ทำให้พุทธศาสนากำลังได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางไปทั่วโลก??


1. หลักธรรมเรื่อง "อริยสัจ 4" ซึ่งสอนเรื่องทุกข์และการดับทุกข์ (The logic of the Four Noble Truths which based on the causes and cures to our everyday suffering).










2. ความสอดคล้องของหลักคิดในทางพุทธศาสนากับหลักคิดในทางวิทยาศาสนาในเรื่องเหตุและผล (The compatibility of the Sciences with Buddha’s teachings).


3. คำสอนของพระพุทธเจ้าเรื่องมีชีวิตอยู่บนดาวดวงอื่นที่นอกเหนือจากโลกของเรา (The teachings are compatible with and talk about life on other planets).


4. มีคำสอนที่ปฏิเสธการแบ่งคนเป็นชนชั้นและชาติกำเนิด (The teachings on the evils of slavery and the caste system).


5. มีคำสอนซึ่งส่งเสริมสิทธิสตรี (The teachings on the equality of women).


6. มีคำสอนซึ่งจัดมนุษย์ว่าเป็นสัตว์เพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่ต่างกับสัตว์อื่น (The recognition of humans as members of the Animal Kingdom).


7. มีหลักการปฏิบัติสมาธิภาวนาที่ไม่ได้ให้แค่ความสงบ แต่นำไปสู่ "ปัญญา" คือการพิจารณาเห็นสรรพสิ่งตามที่มันเป็นจริง จึงมีเส้นทางที่ชัดเจนในการพัฒนาจิตวิญญาณของปัจเจกชน (A meditation technique beyond relaxation, but also for wisdom. There is a clear path for spiritual and personal development).


8. อายุขัยที่ยืนยาวกว่า 80 ปี ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สร้างความฉงนงงงวยให้กับผู้คน เพราะอายุขัยเฉลี่ยของคนเมื่อสองพันหกร้อยปีก่อน อย่างดีก็เพียง 35-40 ปีเท่านั้น (The longevity of the Buddha who passed away at the age of 80 when life expectancy was 35 to 40 at best then).


9. พุทธศาสนาไม่บังคับขู่เข็ญให้เชื่อตามเพียงอย่างเดียว หรือไม่สอนให้ศรัทธาโดยขาดปัญญากำกับ (There is no blind faith or unthinking worship in Buddhism).


10. มีหลักคำสอนซึ่งมุ่งส่งเสริมให้สงสัยและตั้งคำถามในหลักธรรมคำสอน ก่อนที่จะปักใจเชื่อและนำไปยึดถือปฏิบัติ ( Questions are encouraged and investigation into the teachings is allowed and important).


11. มีหลักการเรื่อง "กรรม" ซึ่งสอนว่ามนุษย์เป็นผู้รับผลจากการกระทำของตนเอง หาใช่จากอำนาจดลบันดาลจากพระเจ้าซึ่งไร้ตัวตน หรือสิ่งเร้นลับที่ไร้เหตุผล (Buddhism teaches to take full responsibility for all of our own actions).


12. มีหลักคำสอนซึ่งเห็นผลเชิงประจักษ์ได้ทันทีภายหลังการลงมือปฏิบัติ มิใช่ไปรอเสวยผลในโลกหน้าหรือชาติหน้าแบบศาสนาเทวนิยม (It can be approached, realized, and experienced, with immediate results).


13. มีเป้าหมายที่มากกว่าการได้ไปเสวยสุขยังสรวงสวรรค์ในโลกหน้า ซึ่งยังต้องวนเวียนอยู่ในกองกิเลสและความเบื่อหน่ายไปโดยไม่รู้จักจบสิ้น แต่มุ่งไปสู่การปลดปล่อยจิตจากพันธนาการของความอยากได้ อยากมี อยากเป็นโดยสิ้นเชิง จนจิตวิญญาณเข้าถึงอิสรภาพของอย่างแท้จริง (It teaches the goal beyond being rewarded in the afterlife, but to free one's mind from all forms of clinging that leads to an eternal bliss).


14. มีหลักธรรมซึ่งมุ่งสอนในเรื่องความรักความเมตตาโดยปราศจากเงื่อนไข  ความอดกลั้นและความใจกว้าง รวมถึงทางสายกลางซึ่งไม่สุดโต่งไปข้างใดข้างหนึ่ง (The teachings emphasize  unconditioned love and compassion,  tolerance, and moderation).


15. ความถ่อมตนและความเมตตาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มีต่อสรรพสัตว์โดยไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณเสมอเหมือนกัน โดยไม่มีแบ่งแยก (Humility of the Buddha).

วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

ทำไมชาวดัทช์เก่งภาษาอังกฤษโลกจัดอันดับให้เป็นที่หนึ่ง ?

 วันก่อน สำนักข่าวเสนอผลการจัดอันดับประเทศที่ภาษาอังกฤษไม่ใช่ภาษาแม่ แต่ประชาชนมีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษมากที่สุด โดยประเทศเนเธอร์แลนด์มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษเป็นอันดับที่หนึ่ง!

เพราะเหตุใดเนเธอร์แลนด์มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษเป็นอันดับหนึ่ง? 

คำตอบ คือ

1.ลักษณะ ตัวหนังสือของทั้งสองประเทศเหมือนกัน ทั้งนี้เพราะใช้อักษรระบบเดียวกัน และเป็นภาษาตระกูลเดียวกัน คือเป็นภาษาที่คำมีลักษณะต่อเนื่องกัน( ( Aglutinative Language) ไม่ใช่ภาษาคำโดดเหมือนภาษาไทย

2.ประเทศเนเธอแลนด์กับประเทศอังกฤษ ทีตัวเชื่อมโยง ( Linkages) ทางการสื่อสารและการคมนาคมที่ดี  จะเห็นได้จากชาวดัตช์ในประเทศ เนเธอแลนด์สามารถฟังวิทยุ โทรทัศน์ จากประเทศอังกฤษได้สะดวกมาก  ชาวดัทช์เองก็ไม่มีความรู้สึกต่อต้านประเทศอังกฤษ ซึ่งแตกต่างจากชาวฝรั่งเศส ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะว่าทั้งสองประเทศ ค่างก็เป็นราชอาณาจักรด้วยกัน การมีความเชื่อมโยงที่ดีเช้านี้เป็นการเอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้ทางภาษาอย่างดียิ่งครับ

3.ลักษณะทางสังคมและการเมืองของเนเธอแลนด์เปิดกว้างเป็นสากล ทั้งนี้เนื่องจาก ประเทศนี้เคยมีอาณานิคมทั้งในทวีปแอฟริกา และทวีปเอเซีย ทั้งยังเป็นที่ตั้งของศาลโลก ประชาชนจึงเปิดกว้างรับความเป็นสากล และภาษาอังกฤษก็เป็นภาษาสากลที่จะต้องเข้าถึงเพื่อความเป็นสากลด้วย

4. การพัฒนาหลักสูตรการสอนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองของประเทศ  ถึงแม้ว่าผทดคยเรยนีะกับปริญญาโทในประเทศเนเธอแลนด์โดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นเวลาประมาณ 2 ปี แต่ผมก็ไม่ได้คลลุกคลีกับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษของชาวดัตช์ แต่อย่างไรก็ตาม ผมมีความเข้าใจว่าการพัฒนาหลักสูตรการสอนภาษาอังกฤษของเขาน่าจะมีความก้าวหน้ามากทีเดียวเพราะว่าในการสนทนาาษาอังกฤษกับชาวเนเธอแลนด์ผมไม่เคยพบว่าพวกเขามีปัญหาในการพูด การฟัง การอ่าน และการเขียนเลย!

ผมค่อนข้างมั่นใจว่า โรงเรียน ครู นักเรียน  และ สภาบันภาษา าของชาวเนเธอรีแลนด์น่าจะมีการวิจัย และการพัฒนาหลักสูตรที่มีคุณภาพสูงมากทีเดียว



หันกลับมามองประเทศ ผมพบว่าการวิจัยและพัฒนาการเรียนการสอนภาษาอังกฤษสำหรับคนไทยโดยเฉพาะ คงยังมีความจำเป็นต้องพัฒนาอีกนาน ผมขอเป็นกำลังใจขอให้พวกเราร่วมมือกับสถาบันของประเทศเจ้าของภาษาที่ส่งคนมาสอนภาษาอังกฤษในประเทศไทยจงร้วมมือกันพัฒนาหลักสูตรการเรียน การสอนภาษาอังกฤษสำหรับคนไทยเป็นการเฉพาะโดย เราต้องทำวิจัยและพัฒนาหลักสูตรให้มีคุณภาพสูงยิ่งขึ้น


 









วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

แก้ไขรัฐธรรมนูญก้าวต่อไปคือ ทำอะไรบ้าง?

 รัฐสภารับร่างแก้ไข 2 ร่าง 

ประกอบด้วยญัตติที่ 1 และญัตติที่ 2 

สาระของญัตติที่รัฐสภารับหลักการ คือ






รัฐสภารับหลักการร่างแก้ไข รธน. มาตรา 256 ตั้ง ส.ส.ร. ของฝ่ายค้านและรัฐบาล

ในการผ่านวาระ 1 ขั้นรับหลักการนี้  มติรับหลักการจะต้องได้คะแนนเสียงเห็นชอบจากสมาชิกรัฐสภา
 "ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกที่มีอยู่ทั้ง สองสภา"
 คือ 366 เสียง จาก 732 เสียง 
ทั้งนี้ เพราะว่าในปัจจุบัน มี ส.ส. ปฏิบัติหน้าที่ได้ 487 คน และมี ส.ว. 245 คน และในจำนวน 366 เสียงที่รับหลักการ นี้ต้องเป็นคะแนนเสียงเห็นชอบจาก ส.ว. "ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3" ของวุฒิสภาที่มีอยู่ คือ 82 คน

สาระที่รับหลักการมี 

1.ตั้ง ส.ส..ร.มีสมาชิก 200 คน มาจากการเลือกตั้งทั้ง  200 คน 
 v.s. 
2.ตั้ง ส.ส.ร. มีสมาชิก 200 คน โดย มาจากการเลือกตั้ง 150 คน และ เลือกมาจากกกลุ่มต่างๆ 40 คน กลุ่มนักเรียน นิสิตนักศึกษาอีก 10 คน

การเปิดทางให้นักศึกษา 10 คนเข้าร่วมนี้ น่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้กลุ่มผู้ประท้วง ( มอบ) ทั้งหลายในปัจจุบันนี้ ได้มีตัวแทนของพวกเขาเข้าร่วมร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นข้อเด่นและแปลกใหม่กว่าในอดีตการณ์!!!



วันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

แก้รัฐธรรมนูญแก้อะไร? แก้ไปทำไม?

 1.แก้ที่มาของนายกรัฐมนตรี โดยแก้บัญชีคนที่พรรคการเมืองส่งเข้าเป็นแคนดิเดตนายกฯ โดยนายกรัฐมนตรีต้องมาจากคนที่เป็น ส.ส. เพื่อปิดประตูกันนายกฯคนนอก

2. แก้ไขมาตรา 256 ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการแก้รัฐธรรมนูญ โดยเสนอให้ใช้เสียงแค่ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภาเป็นมติ คือเอาแค่เสียงข้างมากแบบคอมมอนๆก็พอไม่ต้องเอาเสียงแอบโสหลูตมาจ้อริตี้ เพื่อให้การแก้รัฐธรรมนูญสะดวกโยธินขึ้น ขณะที่ส.ส.พรรคฝ่ายรัฐบาล เสนอให้การแก้ไข รธน.ต้องใช้เสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 5 ของสมาชิกรัฐสภา คือเอาเสียงข้างมากแบบ แอบโสหลูตมาย้อริตี้ (#Absolute Majority)

3.จัดตั้ง สภาร่างรัฐธรรมนูญ(ส.ส.ร.) เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยญัตติของ ส.ส.พรรคฝ่ายค้านและพรรคฝ่ายรัฐบาล ให้มี ส.ส.ร.200 คน แต่มีสัญญาประชาคมไว้ว่า ห้ามแก้ไขเพิ่มเติมหมวด 1 บททั่วไป และหมวด 2 พระมหากษัตริย์ 










ในส่วนของ โครงสร้าง ส.ส.ร.ให้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง 150 คน มาจากการคัดเลือกโดยรัฐสภา 20 คน มาจาก ที่ประชุมอธิการบดีฯ 20 คน และมาจากนักเรียน นิสิต หรือนักศึกษาอีก  10 คน  ทั้งนี้ทั้งนั้นมีระยะเวลาดำเนินการ เลือก ส.ส.ร. ยกร่างรัฐธรรมนูญ และการออกเสียงประชามติ รวมประมาณ 1 ปี 4 เดือน

อย่างไรก็ดี พรรคฝ่ายค้านและกลุ่มไอลอว์ เสนอให้ ส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้งโดยตรงทั้งหมดจำนวนไม่น้อยกว่าจังหวัดละ 1 คน แต่สัดส่วนให้ขึ้นอยู่กับจำนวนประชากรแต่ละจังหวัด ระยะเวลาดำเนินการไม่เกิน 1 ปี

4.ยกเลิกมาตรา 270 - 272 เรื่องอำนาจ ส.ว.ในการพิจารณาปฏิรูปประเทศ ยับยั้งกฎหมาย รวมทั้งตัดอำนาจ ส.ว.ในการเลือกนายกฯ ให้ยกเลิก ส.ว.ที่ คสช. แต่งตั้ง แล้วให้มี ส.ว.มาจากการเลือกตั้งโดยตรงทั้งหมด

5.ยกเลิกมาตรามาตรา 279 โดยยกเลิกอำนาจในการรับรองประกาศและคำสั่งของ คสช.เดิม

6.ให้แก้ระบบเลือกตั้งเพื่อกลับมาเลือกผ่านบัตร 2 ใบ แบบแยกแบ่งเขต

7.ให้ยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศ 

8.ยกเลิกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายลูกไปด้วย